ถึงเวลาต้องมีกฎหมาย

ถึงเวลาต้องมีกฎหมาย

กระทรวงการคลังเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)

พิจารณาจัดเก็บภาษี ร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอีกครั้ง หลังจากที่พยายามเสนอมาแล้วหลายครั้งและหลายรัฐบาล ซึ่งข้อกำหนดในร่างกฎหมายดังกล่าว มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาในบางข้อบางประเด็นเพื่อแก้ไข แต่ในรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มีนโยบายชัดเจนเรื่องลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งการจัดเก็บภาษีทรัพย์สิน ถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายลดความเหลื่อมล้ำของสังคม แต่ทั้งนี้ขึ้นกับอัตราภาษีและการจัดเก็บภาษีจากทรัพย์สินของคนในสังคมด้วยว่าจะออกมาอย่างไร

ประเด็นที่น่าประหลาดใจอย่างมาก หากย้อนกลับไปดูความพยายาม ผลักดันกฎหมายฉบับนี้ที่ไม่สามารถบังคับใช้ได้ แม้มีความพยายามมานาน ซึ่งหากพิจารณาเหตุผลที่ใช้หยิบยกในการตีตก หรือชะลอร่างกฎหมายออกไปนั้นไม่อาจรับฟังได้ด้วยเหตุด้วยผล เพราะมักจะอ้างว่าร่างกฎหมายดังกล่าวสร้างภาระให้กับประชาชนทั่วประเทศ และฐานะของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศยังไม่พร้อมในการเสียภาษี ดังนั้นจึงมักจะเลื่อนออกไปหรือสั่งให้กลับไปพิจารณาใหม่อีกครั้ง ซึ่งทำให้การจัดเก็บภาษีเป็นเพียงแค่แนวความคิดเท่านั้น

ประเด็นที่น่าพิจารณา คือ ในแง่ของหลักการการจัดเก็บภาษีแล้ว บรรดานักเศรษฐศาสตร์หรือนักวิชาการที่ศึกษา เรื่องนี้แทบไม่มีใครเลยที่คัดค้าน พร้อมยังกล่าวสนับสนุนหรือขอให้เพิ่มอัตราภาษีสูงๆสำหรับผู้มีรายได้สูงด้วยซ้ำไป นั่นหมายความว่าในแง่ของหลักการของร่างกฎหมายแล้วเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลที่สังคมจะมีกฎหมายในลักษณะนี้กันเสียที เมื่อเป็นเช่นนี้จำเป็นต้องกลับมาพิจารณาว่า เหตุผลที่กฎหมายในลักษณะนี้ไม่สามารถบังคับใช้ได้นั้นมาจากอะไรกันแน่ และจะกระทบกับประชาชนส่วนใหญ่จริงหรือไม่

แน่นอนว่านโยบายหรือมาตรการใดๆ ของรัฐบาลที่สร้างผลกระทบกับประชาชนเกินความจำเป็นนั้น ถือเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง แต่กรณีของภาษีที่ดินหรือภาษีทรัพย์สินมีเงื่อนไขหรือข้อยกเว้นต่างๆมากมาย โดยเฉพาะผลกระทบต่อเกษตรกรทั่วประเทศ แต่หากพิจารณาจากการถือครองที่ดินทั่วประเทศแล้ว ก็จะเห็นว่าตัวเลขการถือครองของเกษตรกรที่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีนั้นมีไม่มากนัก เพราะการถิือครองที่ดินของสังคมไทยนั้นค่อนข้างกระจุกตัว และหากวิเคราะห์การถือครองทรัพย์กันอย่างจริงจังแล้ว ก็จะพบว่ามีเกษตรกรไม่มากนักต้องเสียภาษี

ดังนั้นประเด็นผลกระทบต่อเกษตรกร จึงอาจไม่เป็นประเด็นที่มีเหตุผลมากพอ ในการชะลอการเก็บภาษีประเภทนี้ ซึ่งประเด็นต่อมาที่ต้องพิจารณาคือความกังวลที่เกิดขึ้นว่า เกรงว่าจะกระทบต่อคนจนนั้นมาจากสาเหตุใดและเป็นเหตุผลที่ฟังได้หรือไม่ เพราะมีข้อสงสัยมานานว่าสาเหตุที่รัฐบาลหลายรัฐบาลไม่ยอมผลักดันกฎหมายนี้ออกมา ก็เนื่องมาจากเกรงผลกระทบต่อภาคธุรกิจและนักการเมืองนั่นเอง ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มที่ถือครองทรัพย์สินทรัพย์ส่วนใหญ่ของประเทศเอาไว้ ทำให้ไม่สังคมไทยไม่มีกฎหมายลักษณะนี้บังคับใช้

ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือ ความพยายามใช้กฎหมายนี้ไปในเชิงการเมืองในช่วงที่ผ่านมา กล่าวคือ มักจะมีการเอาเนื้อหากฎหมายไปบิดเบือนเพื่อเป้าหมายทางการเมืองเป็นสำคัญ โดยไม่ได้พิจารณาเนื้อหาสาระที่แท้จริงและผลประโยชน์ที่สังคมส่วนร่วมจะได้กลับคืนมาจากบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งในเมื่อกฏกติกาที่ดีถูกนำไปใช้ทางการเมืองอย่างไร้สติ ก็ยิ่งทำให้หลักการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำของคนในสังคมถูกบิดเบือนไปด้วย ซึ่งการเมืองไทยถือเป็นเป็นปัญหาใหญ่ในความพยายามมีกฏกติกาทางสังคมที่ดี

เราขอสนับสนุนกรณีกระทรวงการคลังจะเสนอคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง และเราเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่กฎหมายลักษณะนี้จะเริ่มประกาศใช้ได้แล้ว ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเรื่องใหญ่ในการอธิบายให้สังคมเข้าใจ แต่ถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องมีบังคับใช้ เพราะหากรัฐบาลไม่กล้าประกาศใช้อีกในช่วงเวลานี้ เราก็เชื่อว่าในอนาคตคงเป็นได้ยาก เนื่องจากรัฐบาลนี้มีนโยบายลดความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจนยังผลักดันไม่ได้ ก็ยังหวังว่ารัฐบาลอื่นๆจะสามารถผลักดันออกมาได้และการลดความเหลื่อมล้ำก็เป็นเพียงสโลแกนทางการเมืองเท่านั้น