Tesla อาจพลิกโฉมหน้าอุตสาหกรรมรถยนต์ (1)

Tesla อาจพลิกโฉมหน้าอุตสาหกรรมรถยนต์ (1)

บทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจในขณะนี้ ให้ความสำคัญกับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยว่าฟื้นจริงหรือไม่จริง ฟื้นมากหรือไม่มาก

ฟื้นดีกว่าอาเซียนหรือไม่ หรือพยายามคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐจะปรับดอกเบี้ยขึ้นในเดือนมิถุนายนหรือกรกฎาคมหรือกันยายน อันที่จริงแล้วเป็นเรื่องที่ผมคิดว่ารอไปเดี๋ยวก็รู้และคงไม่น่ามีผลกระทบมากนักเมื่อเกิดขึ้น เพราะไม่ได้เป็นเรื่องที่เหนือการคาดการณ์

ดังนั้นผมจึงจะขอยุติการเขียนเรื่องเศรษฐกิจมหภาคเอาไว้สักระยะหนึ่งก่อน และขอหันมาเขียนเรื่องรถยนต์ Tesla และความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นทั้งในอุตสาหกรรมรถยนต์ ภาคการขนส่ง อุตสาหกรรมพลังงาน และการดำรงชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ในช่วง 15-20 ปีข้างหน้า ตามแนวคิดของอาจารย์ Tony Seba จากมหาวิทยาลัย Stanford ซึ่งเป็นผู้ที่ตั้งตัวเองเป็นนักพยากรณ์อนาคต โดยคาดการณ์ว่าภายใน 15 ปีข้างหน้า โลกเราจะหยุดใช้น้ำมันดิบและรถยนต์ จะเป็นรถไฟฟ้าที่ขับเองโดยอัตโนมัติทั้งหมด

ผมไม่เคยพบอาจารย์ Seba แต่ได้รับการบอกเล่าจากคุณบรรยง พงษ์พานิช ประธานกลุ่มเกียรตินาคิน-ภัทรฯ ว่าได้ไปฟังอาจารย์ Seba กล่าวสุนทรพจน์ตามคำเชิญของสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยประมาณกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และเมื่อฟังแล้วก็รู้สึก อึ้ง” เพราะสิ่งที่นำเสนอนั้นดูมีเหตุผล แต่ก็ไม่อยากเชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงที่จะสั่นสะเทือนอุตสาหกรรมรถยนต์ การขนส่งและพลังงานนั้นจะเกิดขึ้นได้รวดเร็วภายในระยะเวลาเพียง 15 ปีเท่านั้น ซึ่งผมจึงมาหาข้อมูลเพิ่มเติม และพบว่ามีอยู่แพร่หลายในอินเทอร์เน็ตและ YouTube (ใครที่อยากดูของจริงเสียงจริงสามารถ search ชื่อ Tony Seba ได้เลยโดยไม่ต้องอ่านบทความของผม) ซึ่งผมจะพยายามเรียบเรียงและพยายามหาจุดอ่อน/ข้อตำหนิคำทำนายของอาจารย์ Seba พร้อมไปด้วย

ทำไมจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ? เพราะประเทศไทยอาจเป็น Detroit of Asia และปัจจุบันเป็นผู้ผลิตรถยนต์ใหญ่เป็นที่ 9 ของโลก โดยผลิตรถยนต์ได้ 2 ล้านคัน (ส่งออก 1.2 ล้านคันและใช้ในประเทศ 8 แสนคัน) แต่อาจารย์ Seba มองว่ารถยนต์แบบที่ไทยผลิตอยู่นั้นอาจขายไม่ได้เลย ภายใน 5-6 ปีข้างหน้า นอกจากนั้นตลาดหุ้นของไทยนั้นประมาณ 1/3 ประกอบด้วยมูลค่าหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับพลังงานก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน ถ่านหิน การกลั่นน้ำมัน และปิโตรเคมี แต่อาจารย์ Seba คาดการณ์ว่าโลกเราจะเลิกใช้ถ่านหินในอีกไม่ถึง 10 ปีข้างหน้า ตามด้วยการเลิกใช้ก๊าซธรรมชาติและไม่จำเป็นต้องใช้น้ำมันดิบภายในปี 2030 ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง ก็คงจะส่งผลต่อโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่ว่าจะในยุคสมัยใด การคาดการณ์ของอาจารย์ Seba นั้นดูเหมือนนิยาย ซึ่งเคยมีนักทำนายอนาคตหลายคนในอดีตที่ทำนายผิดพลาด ซึ่งในกรณีนี้ผมก็ต้องการมองหาข้อผิดพลาด เพื่อจะได้ไม่ต้องตื่นตระหนกเกินควรและขอให้ผู้อ่านพยายามหาข้อมูลมาเสริม หรือแย้ง เพราะน่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งครับ

อาจารย์ Seba เริ่มโดยฉายภาพถนนใหญ่ในนครนิวยอร์ควันอีสเตอร์ปี 1900 ซึ่งมีรถม้าอยู่เต็มถนนและถามว่า เห็นรถยนต์ไหม?” ซึ่งหากเพ่งมองก็จะเห็นอยู่เพียง 1 คัน แต่อีก 13 ปีให้หลังในวันอีสเตอร์ปี 1913 จะเห็นภาพถนนเดียวกันเต็มไปด้วยรถยนต์ และคำถามคือ เห็นรถม้าไหม?” (มีอยู่ตัวเดียว) ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นว่า Disruptive technology เกิดขึ้นได้และเคยเกิดขึ้นแล้วในอดีตกับม้าและรถลาก เมื่อถูกเทคโนโลยีใหม่คือรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เข้ามาครอบงำอย่างรวดเร็ว

เทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้อุตสาหกรรมขนาดใหญ่สามารถล่มสลายได้ในพริบตานั้นเกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยอาจารย์ Seba ยกตัวอย่างกรณีที่บริษัทยักษ์ของสหรัฐคือ AT&T ซึ่งเป็นผู้ที่เป็นเจ้าตลาดโทรคมนาคมอยู่ในขณะนั้นได้ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญคือ McKinsey & Co ในปี 1985 ให้ตอบคำถามว่าภายในอีก 15 ปี (ปี 2000) น่าจะมีคนอเมริกันใช้โทรศัพท์มือถือกี่คน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญก็ไปทำการวิเคราะห์/วิจัยมาอย่างละเอียดถี่ถ้วนและให้คำตอบว่าน่าจะมีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ 900,000 คน แต่ในความเป็นจริงนั้นปรากฏว่ามีคนใช้มือถือในสหรัฐทั้งสิ้น 109.5 ล้านคน ในปี 2000 AT&T จึง “ตกขวบรถไฟ” เพราะไมได้ลงทุนในโทรศัพท์มือถือ

อาจารย์ Seba บอกว่าในบางกรณีผู้ที่อยู่วงในหรือเป็นผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมกลับเป็นผู้ที่คาดไม่ถึงว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ จะมีความสำคัญ โดยยกตัวอย่างนายพลที่เป็นเสนาธิการทหารของฝรั่งเศสซึ่งพูดว่า “เครื่องบินเป็นของเล่นที่น่าสนใจ แต่จะไม่มีความสำคัญทางการทหาร” ในปี 1904 และซีอีโอของบริษัทคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ของสหรัฐกล่าวในปี 1977 ว่า “ไม่มีเหตุผลใดที่ประชาชนจะต้องการมีเครื่องคอมพิวเตอร์เอาไว้ใช้ในบ้านของตัวเอง”

กลับมาเรื่องของรถไฟฟ้าและเหตุผลที่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในอนาคตอันใกล้ ตรงนี้หากค้นคว้าหาข้อมูลก็จะพบว่า รถไฟฟ้านั้นเมื่อ 120 ปีที่แล้วได้รับความนิยมมากกว่ารถยนต์ที่วิวัฒนาการมาจนเป็นที่แพร่หลายในปัจจุบันเสียอีก Wikipedia ให้ข้อมูลว่านาย Thomas Parker เป็นชาวอังกฤษคนแรกที่เริ่มผลิตรถไฟฟ้าที่ใช้การได้จริงเมื่อปี 1884 และต่อมาในปี 1888 นาย Andreas Flocken ผลิตรถ Floken Elektrowagen ที่จุดกระแสความนิยมในรถไฟฟ้า ซึ่งสามารถขี่ได้สะดวกสบายกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมัน ทำให้รถไฟฟ้ามียอดขายสูงถึง 30,000 คันในช่วงที่โลกเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 แต่ต่อมาวิวัฒนาการของรถยนต์ที่ใช้น้ำมันในด้านต่างๆ ทำให้ได้รับความนิยมแซงหน้ารถไฟฟ้ามาจนกระทั่งทุกวันนี้ โดยเฉพาะในเรื่องของการเติมน้ำมันได้รวดเร็วกว่า การที่รถยนต์ขับไปได้ไกลกว่าและการติดเครื่องยนต์โดยใช้ไฟฟ้าแทนการต้องหมุนเครื่องให้ติดโดยใช้มือ

ในครั้งต่อไปผมจะขออธิบายข้อแตกต่างบางประการที่สำคัญเกี่ยวกับรถไฟฟ้าและรถยนต์ ซึ่งช่วยให้เข้าใจได้ว่าวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีที่กำลังเกิดขึ้นอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แบบพลิกโฉมหน้าธุรกิจรถยนต์อีกครั้งในช่วง 5-10 ปีข้างหน้าครับ