เมื่อไปดูงานต่างประเทศ

เมื่อไปดูงานต่างประเทศ

ในแต่ละปี นักบริหารภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งนักการเมือง เดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศกันเป็นจำนวนมาก

ถ้าหากกำหนดเป้าหมายและวางแผนการดูงานอย่างเป็นกิจลักษณะ ก็จะเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ และคุ้มค่ากับงบประมาณที่ใช้ไป 

เมื่อวันที่ 10 พ.ค. รัฐบาลได้ประกาศนโยบายเรื่องการไปดูงานต่างประเทศของข้าราชการ และผู้เข้าอบรมในหลักสูตรพัฒนาการบุคลากรภาครัฐ ซึ่งเป็นหลักสูตรที่มีทั้งข้าราชการและเอกชนเข้าอบรมร่วมกัน สรุปได้ว่าไม่ได้ห้ามการเดินทางไปดูงานต่างประเทศ แต่กำหนดกติกาเรื่องการเลือกประเทศ โดยให้ความสำคัญ เริ่มจากประเทศเพื่อนบ้านก่อน แล้วก็เป็นประเทศอื่นในอาเซียน และเลยไปจนถึงอาเซียน + 3 ตามลำดับ

ส่วนการไปดูงานประเทศอื่นๆนอกเหนือจากนี้ ซึ่งคงหมายถึงยุโรป และอเมริกาเป็นหลัก ก็ยังทำได้ แต่มีข้อจำกัดมากขึ้น ซึ่งผมเห็นว่า แนวปฏิบัติที่รัฐบาลได้กำหนดมานี้ เป็นวิธีคิดที่มีเหตุผลที่ดี

การเดินทางไปดูงานต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือกำลังพัฒนา หรือแม้จะด้อยพัฒนากว่าเราก็ตาม ย่อมเกิดประโยชน์ทั้งสิ้น เพราะการได้เปิดหูเปิดตารับรู้สิ่งใหม่ๆ จะทำให้เราไม่กลายเป็น “กบในกะลา” ทำให้เราสามารถนำสิ่งใหม่ๆที่ได้พบเห็น กลับมาประยุกต์ใช้ในวางแผนพัฒนาองค์กรหรือธุรกิจ ให้สามารถแข่งขันกับชาติอื่นๆได้

เป็นธรรมดาว่าการเดินทางไปดูงาน ก็ย่อมมี “เจ้าภาพ” ที่กรุณาจัดเวลามาต้อนรับดูแลเรา และจัดวิทยากรมาบรรยายให้เราฟัง ทั้งในห้องบรรยายและภาคสนาม ดังนั้นเราจึงควรมีแนวปฏิบัติที่เหมาะสม เพื่อสร้างความประทับใจให้แก่เจ้าภาพด้วย ซึ่งจากประสบการณ์ของผม ทั้งในฐานะผู้ร่วมเดินทางกับคณะต่างๆ และในฐานะหัวหน้าคณะในบางครั้ง รวมทั้งข้อมูลที่ได้รับฟังมาจากไกด์และเจ้าภาพบางราย ทำให้ผมรวบรวมข้อคิดได้ 5 ประการ เสนอให้คณะต่างๆที่จะเดินทางไปดูงานต่างประเทศ ได้พิจารณานำไปใช้ประโยชน์ตามสมควร ดังนี้

1. เมื่อแจ้งเจ้าภาพว่าจะไปจำนวนเท่าใด ก็ควรเป็นไปตามนั้น

นี่เป็นข้อปฏิบัติที่สำคัญข้อแรก เพราะเจ้าภาพเขาต้องเตรียมการหลากหลายเพื่อต้อนรับเรา การไปเยือนด้วยจำนวนที่มากกว่าที่ระบุไว้ ​โดยไม่แจ้งล่วงหน้า จะทำให้เกิดอุปสรรคในการต้อนรับ เช่นมีที่นั่งไม่เพียงพอ หรือทำให้เจ้าภาพรู้สึกว่ามีภาระเพิ่มขึ้น เป็นต้น แต่ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง อาจจะเป็นอีกแบบหนึ่ง คือไปน้อยกว่าจำนวนที่ระบุไว้อย่างมีนัยสำคัญ
ถ้าเราแจ้งไว้ว่าจะไป 30 คน และเขาเตรียมการต้อนรับ ด้วยการจัดวิทยากรระดับสูงและจัดอาหารอย่างดีไว้ตามจำนวน แต่เมื่อไปจริงกลับเหลือเพียง 15 หรือ 18 คน เจ้าภาพเขาจะรู้สึกเช่นใด ตรงนี้ผมจึงคิดว่าจำเป็นต้องรักษามารยาทในเรื่องนี้ไว้อย่างเข้มแข็งครับ

2. แต่งกายสุภาพ และไปถึงตรงเวลา

ข้อนี้ก็เป็นเรื่องที่ตรงไปตรงมาและชัดเจน ส่วนใหญ่ก็ทำกันได้ดีอยู่แล้ว เพียงแต่นิสัยคนไทยของเรา ในเรื่องการรักษาเวลานั้น มีโอกาสผิดพลาดพอสมควร อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าคณะผู้บริหารไทย ในระยะหลังๆนี้ รักษากติกาเรื่องตรงต่อเวลาได้ค่อนข้างดี แต่การย้ำเป็นระยะๆก็ยังเป็นเรื่องที่จำเป็นเช่นกัน

3. ตั้งใจฟังวิทยากร และไม่ส่งเสียงคุยระหว่างการบรรยาย

ถึงแม้การคุยกันนั้น จะเป็นการแลกเปลี่ยนความเห็นในเรื่องที่วิทยากรกำลังบรรยายอยู่ก็ตาม ก็เป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำอยู่ดี เพราะนั่นเป็นการไม่สุภาพและไม่ให้เกียรติวิทยากร แต่บางท่านก็อาจจะลืมไปบ้าง และพอคุยกันไปคุยกันมาเพียงไม่กี่คน อาจจะก่อให้เกิดเสียงรบกวนไปทั่วห้องโดยไม่รู้ตัวเลย ก็เป็นได้
ถ้ามีประเด็นอะไรที่สงสัยหรือสนใจ ควรเก็บไว้ถามวิทยากรในช่วงท้าย แต่คำถามก็ไม่ควรก้าวร้าวหรือสร้างความอึดอัดใจให้แก่วิทยากร หรือกระทบต่อองค์กรเจ้าภาพ ในทางตรงกันข้าม ถ้าวิทยากรตั้งคำถามเกี่ยวกับวิธีคิด หรือวิธีปฏิบัติของไทย ในเรื่องนั้นๆ เราก็ควรให้ข้อมูลและความเห็นที่สร้างความประทับใจให้แก่วิทยากรได้ด้วย เช่นกัน

4. ไม่แตกแถวออกไปถ่ายภาพ หรือทำกิจกรรมอื่น ในระหว่างที่วิทยากร นำชมและอธิบายงานภาคสนาม

เป็นเรื่องที่รู้ๆกันอยู่ว่าคนไทยเรานั้นชอบถ่ายรูป ยิ่งถ้ามีทิวทัศน์ที่สวยงามในบริเวณนั้น หรืออาคารที่มีลักษณะโดดเด่นเป็นพิเศษ ก็จะวนเวียนกันถ่ายภาพอยู่แถวนั้น และอาจลดความสนใจในเนื้อหาที่วิทยากรกำลังถ่ายทอด แบบนี้อย่าทำเลยครับ...ยกเว้นว่าได้ขออนุญาตหยุดถ่ายภาพ และเจ้าภาพก็เอื้ออาทรให้ทำได้ ด้วยรอยยิ้ม
ต้องยอมรับว่า เจ้าภาพบางรายเขาอาจจะเคยมีประสบการณ์ที่ไม่ค่อยดีนัก กับผู้ดูงานบางคณะของไทยในอดีต ที่อาจจะบกพร่องในข้อใดข้อหนึ่งข้างต้น ถึงแม้เราจะคิดว่าไม่มากนัก แต่ก็อาจทำให้เขาไม่ปลื้ม และไม่ค่อยเต็มใจที่จะรับกลุ่มต่อๆไป ยิ่งถ้าหากเจ้าภาพเตรียมการต้อนรับอย่างดียิ่ง ก็อาจจะทำให้เขาผิดหวังมากขึ้น ดังนั้น เราจึงต้องพิถีพิถันในรายละเอียด และช่วยกันรักษาชื่อเสียงของชาติ และอย่าให้เรื่องผิดพลาดทำนองนี้เกิดขึ้นได้ จะดีที่สุด

5. เมื่อสิ้นสุดการบรรยายและการดูงาน คำกล่าวขอบคุณเจ้าภาพควรเป็นถ้อยคำที่มีความหมาย จริงใจ และสร้างความประทับใจให้แก่เจ้าภาพ

เรื่องนี้จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก เพราะการขอบคุณเป็นเรื่องที่ทุกคนทำได้อยู่แล้ว แต่จะทำได้ดี ก็ต้องเลือกคนที่เหมาะสมและมีเนื้อหาที่ดี บางครั้งคำขอบคุณเพียง 2 นาที ก็เป็นน้ำทิพย์ชะโลมใจ ทำให้เจ้าภาพหายเหนื่อย ภาคภูมิใจ และจดจำคนไทยไปอีกแสนนาน

หากสามารถกล่าวคำขอบคุณเจ้าภาพ ด้วยภาษาของเขา หรือตามประเพณีของเขา ก็จะน่าประทับใจยิ่งขึ้น เวลาคนต่างชาติพูดภาษาไทยว่า “สวัสดีครับ” หรือ “ขอบคุณครับ” ถึงแม้สำเนียงจะไม่ชัดเจน แต่เราก็เอ็นดูเขา ในทำนองเดียวกัน สมมติว่าเราไปดูงานที่ญี่ปุ่น แล้วตอนจบเรากล่าวว่า “อาริกาโตะ โกไซมัส” พร้อมด้วยการโค้งอย่างอ่่อนน้อมหลายครั้งแบบวัฒนธรรมญี่ปุ่น แล้วตามด้วย “ไหว้” แบบไทย เจ้าภาพชาวญี่ปุ่น เขาจะไม่รู้สึกเอ็นดูและประทับใจคนไทย มากยิ่งขึ้นหรือครับ

ไม่ว่าจะไปดูงานประเทศไหนก็ตาม ผมขออนุญาตฝากข้อคิด 5 ประการข้างต้นไว้ด้วย เพราะเราไปที่นั่น โดยทั่วไปก็ไม่มีใครเขาจำชื่อหรือรู้จักเราเป็นการเฉพาะตัวอยู่แล้ว เขารู้ว่าเพียงว่าเราเดินทางมาจาก “ประเทศไทย” เท่านั้นเอง ความเป็น “คนไทย” ของเรา ในสายตาของเขา จึงเกิดจากการที่พวกเขาได้เห็นพฤติกรรมที่เราไปเยือนและสนทนาด้วย ในระยะเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงนั่นแหละ

ดังนั้น อะไรที่เรา พูดหรือไม่พูด ทำหรือไม่ทำ ในระหว่างช่วงเวลาสั้นๆที่ได้มีโอกาสปฏิสัมพันธ์กัน ก็สะท้อน “ความเป็นไทย” ทั้งสิ้น

เราคนไทย มีรอยยิ้มที่ประทับใจและเป็นธรรมชาติมากที่สุด จนหาคนชาติไหนในโลกมาเทียบเท่าไม่ได้อยู่แล้ว และเรายังมีอัธยาศัยที่ร่าเริง แจ่มใส รวมทั้งมีความเป็นมิตร ซึ่งเป็นทุนธรรมชาติที่มีอยู่มากมายอักโขจริงๆ

เติมอีกไม่กี่ข้อเท่านั้นเองครับ แล้วเจ้าภาพที่เปิดโอกาสให้เราไปดูงาน จะรู้สึกประทับใจคนไทยไปอีกนาน แบบไม่รู้ลืมเลยทีเดียว.....