ก่อนจะได้กล่าว ‘หนีห่าว’ กับนายกฯหลี่เค่อเฉียง

ก่อนจะได้กล่าว ‘หนีห่าว’ กับนายกฯหลี่เค่อเฉียง

แรกเริ่มที่มีการนัดหมาย ว่าจะได้พบนายกรัฐมนตรีจีนที่ปักกิ่งนั้น

 ข่าวคราวจากเพื่อนฝูงที่หนังสือพิมพ์ China Daily ที่เป็นผู้ประสานเรื่องนี้เหมือนจะเป็นเรื่องเคร่งขรึม เครียดและเป็นเพียงพิธีกรรมเท่านั้น

มิใช่การซักถามตามประสานักข่าวของเอเชีย ที่จะได้พบผู้นำของประเทศที่กำลังผงาดขึ้นเป็น มหาอำนาจ ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและความมั่นคง

ผมได้รับมอบหมายให้ส่งหนึ่งคำถามจากทั้งหมด 4 คำถามที่เป็นโควตาของการพบปะครั้งนี้ทั้งหมด

สำหรับคนข่าวที่ผ่านประสบการณ์มาพอสมควร นี่ไม่ใช่การ สัมภาษณ์หากแต่เป็นการไปแสดง ความคารวะเสียแล้วกระมัง

ความลังเลเริ่มปรากฏในใจผมว่าจะเป็นการเสียเวลาไหม ที่จะเดินเข้าคิวกับเพื่อน ๆ บรรณาธิการของ Asia News Network (ANN) ซึ่งเป็นเครือข่ายหนังสือพิมพ์ชั้นนำของเอเชีย 19 ฉบับจาก 21 ประเทศที่รวมตัวกันมาเป็นปีที่ 17 แล้ว

แต่ไหนๆ ก็ต้องไปปักกิ่งเพื่อร่วมประชุม คณะกรรมการบริหารของเอเอ็นเอ็น ที่ตรงกับการเฉลิมฉลองการก่อเกิดของไชน่าเดลี่ครบ 35 ปีด้วย จึงเป็นการตัดสินใจไม่ยากที่จะไปเยือนปักกิ่งอีกครั้งหนึ่ง

อีกทั้งหากได้พบนายกฯของประเทศจีนด้วย ไม่ว่าในบรรยากาศที่มีเงื่อนไขรัดกุมอย่างไรก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องเสียเวลามากนัก

ไปถึงปักกิ่ง ผมได้รับการบอกเล่าว่าการเข้าพบนายกฯจีนจะเกิดขึ้นที่ มหาศาลาประชาชน

นั่นก็ทำให้เกิดความตื่นเต้นขึ้นเล็กน้อย เพราะทันใดนั้นภาพเก่าเมื่อปี 1975 ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า

เพราะผมเป็นหนึ่งในคนข่าว ที่ไปยืนอยู่ในมหาศาลาประชาชนแห่งนี้ เพื่อเป็นสักขีพยานที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นำทีมรัฐบาลไทยมาเปิดสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ

แม้ผมจะได้เคยกลับมาเยือนสถานที่อันโอ่อ่าวางตระหง่านใกล้ๆ จัตุรัสเทียนอันเหมิน” สองสามครั้งก่อนหน้านี้ ก็ไม่เกิดความรู้สึกคึกคักเหมือนที่ได้รับการบอกเล่า ว่าผมจะมีโอกาสมาเหยียบ “มหาศาลา” แห่งนี้อีกครั้ง... เพราะหากเป็นไปตามแผน จะเป็นการกลับมาเยือนสถานที่ประวัติศาสตร์ที่เมื่อ 40 ปีก่อน ผมได้เห็นโจวเอินไหล (นายกฯขณะนั้น) และ เติ้งเสี่ยวผิง (รองนายกฯขณะนั้น) ด้วยตาตนเอง... ลงนามในเอกสารที่ทำให้จีนกับไทยเป็น “มิตรทั้งหลาย สหายทั้งหลาย” อย่างเป็นทางการ

ครั้งนี้ มาเยือน “มหาศาลาประชาชน” อีกครั้งจะเป็นการได้สัมผัสกับคนระดับนำ อย่างนายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียงทีเดียวกระนั้นหรือ?

วันต่อมา เราได้รับการบอกเล่าต่ออีกว่าการพบท่านผู้นำครั้งนี้ นอกจากจะได้ถามเพียง 4 คำถาม (ที่หนึ่งในนั้นเป็นของผม) เท่านั้น ยังจะห้ามเอาโทรศัพท์มือถือเข้าไปอีกด้วย เพราะมาตรการรักษาความปลอดภัยสำหรับผู้นำจีนนั้นเคร่งและเข้มยิ่งนัก

และใครอย่าได้ลืมพกหนังสือเดินทางหรือ passport ไปด้วย หาไม่แล้วจะแคล้วคลาดการได้เข้าพบท่านนายกฯกันเลยทีเดียว

ว่าแล้ว เพื่อนบรรณาธิการจีนของผม ก็แจกคำถามที่ส่งมาล่วงหน้าให้ทุกคน ที่มีหน้าที่จะตั้งคำถามท่านผู้นำได้ “ซ้อม” ให้พร้อมเพรียงเสียก่อน

พร้อมเสียงเตือนกระซิบทีเล่นทีจริง (ทีจริงเสียมากกว่าทีเล่น) ว่าขออย่าได้ถามผิดไปจากที่เตรียมเอาไว้ เพราะคำถามทั้งสี่ได้ถูกส่งไปที่กระทรวงต่างประเทศ และทำเนียบนายกรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อย

เมื่อมีเสียงกระซิบเช่นนั้น ปฏิกิริยาแรกในฐานะคนข่าวอยากรู้ใคร่เห็นก็คิดในใจขึ้นมาทันทีว่า

หรือเราควรจะเปลี่ยนคำถาม ณ ที่เกิดเหตุ?

คิดได้อย่างนั้นก็พอจะวาดภาพในจินตนาการได้ทันที ว่าจะเกิดความอลหม่านสำหรับเพื่อนคนข่าวของผม ที่เป็นผู้ประสานงานอย่างไรบ้าง

จึงดับความคิดนั้นเกือบจะทันทีที่มันผุดขึ้นในใจ หันมาวางแผนว่าจะทำอย่างไร จึงจะได้คำตอบที่มีเนื้อหาสาระจากท่านผู้นำจีน ที่คนไทยจะได้รับรู้เป็นการทำความเข้าใจกับท่าทีและแนวคิดของ มังกรยักษ์ ที่ยิ่งวันก็ยิ่งจะมีความสำคัญต่อการเมืองและเศรษฐกิจโลกมากขึ้นทุกวันได้

เมื่อได้รับรู้ถึงกระบวนการทำงานของรัฐบาลจีนก็พอจะเข้าใจได้ว่าไฉนอะไร ๆ ที่ควรจะเป็นเรื่องง่าย ๆ ธรรมดา ๆ หากให้ข้าราชการประจำที่มีตำแหน่งแห่งหนที่ต้อง แสดงฝีมือ” ของตนก็อาจกลายเป็นเรื่องสลับซับซ้อนขึ้นมา เหนือความจำเป็นอย่างน่ากังวลสำหรับภาพลักษณ์ของท่านผู้นำเอง

เงื่อนไขที่เราได้รับทราบก่อนการเข้าพบมีใครเป็นผู้วางหรือคิดให้เกิดความเครียดไปทั่วนั้น ผมไม่อาจจะทราบ

แต่ความจริงที่พบก็คือว่าเมื่อคุณหลี่เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เดินเข้ามาในห้องที่จัดไว้สำหรับการพบปะกับคณะบรรณาธิการประมาณ 30 คนของ ANN นั้น บรรยากาศความเคร่งขรึม ตึงเครียด และความรู้สึกแปลกประหลาดทั้งหลายทั้งปวงก็มลายหายไป

นายกฯ หลี่เค่อเฉียงยิ้มแย้ม เป็นกันเอง ทักทายคนข่าวเอเชียอย่างอบอุ่น

ผมพยายามมองหา “กระดาษ” ที่อาจจะเป็นข้อมูลหรือประเด็นให้พูดที่ลูกน้องตระเตรียมมาก็ไม่พบ

นายกฯหลี่เค่อเฉียงเริ่มพูดก็เข้าประเด็น รู้ว่าเครือข่ายหนังสือพิมพ์เอเอ็นเอ็นคืออะไร รู้ว่าเป็นปีเกิดที่ 35 ของไชน่าเดลี่อย่างคล่องแคล่ว และขอให้เริ่มคำถามได้ในบัดดล

พร้อมกับล่ามสตรีภาษาจีน-อังกฤษ จากกระทรวงต่างประเทศมือหนึ่ง ที่เลื่องลือในฐานะเป็นผู้เชี่ยวชาญ ด้านการถ่ายทอดภาษาของนายกฯ อย่างเกือบจะหาที่ติมิได้

พิสูจน์ได้ถึงความเป็นล่ามมืออาชีพอย่างแท้จริง ก็เมื่อนายกฯหลี่เค่อเฉียงไม่ลังเลที่จะให้คณะบรรณาธิการถามต่อจาก 4 คำถามที่เป็น “โควตา” เดิมอย่างคล่องแคล่วโดยไม่ติดขัดเลยแม้แต่น้อย

ลงท้ายแทนที่จะเป็นการแลกเปลี่ยนเพียงประมาณ 20-30 นาทีตามคำเตือนของเจ้าหน้าที่ ท่านผู้นำจีนปล่อยให้คำถามต่อเนื่องไหลไปเกือบหนึ่งชั่วโมง

เพราะนายกฯหลี่เค่อเฉียง คือผู้นำคนจริงที่ตระหนักว่า โลกต้องการจะรู้คำตอบของรัฐบาลจีนต่อคำถามหลักๆ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ โครงการเส้นทางสายใหม่ศตวรรษที่ 21 หรืออัตราโตทางเศรษฐกิจของจีน ที่คนทั้งโลกคอยเฝ้าติดตามก่อนเข้านอนและตื่นตอนอย่างไม่อาจละสายตา

ลงท้ายการสนทนาวันนั้นยาวเกือบหนึ่งชั่วโมง โดยที่นายกฯ หลี่เค่อเฉียง ไม่หลบเลี่ยงที่จะตอบคำถามใดเลย

คำถามแรกเพื่อแหกโค้งแห่งความขรึมเคร่งเป็นหน้าที่ของผม... โปรดติดตามต่อไป