Brexit : มีทั้งฝ่ายสนับสนุนและต้าน

Brexit : มีทั้งฝ่ายสนับสนุนและต้าน

ในเดือนนี้มีข่าวดีสำหรับเศรษฐกิจไทยก็คือ เริ่มเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการที่เริ่มมีฝนตกทั่วทุกภูมิภาคของ

ประเทศแล้ว ทำให้วิกฤติภัยแล้งอย่างน้อยคลี่คลายลง ปัญหาการขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ก็บรรเทาลง เกษตรกรก็คงมีความยินดีที่มีน้ำสำหรับการเพาะปลูก โดยเฉพาะในหลายพื้นที่ได้เริ่มทำการปลูกข้าวนาปีแล้ว ส่วนประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ก็คงควรต้องประหยัดการใช้น้ำต่อไปเพราะน้ำตามเขื่อนและแหล่งอ่างเก็บกักน้ำทั้งหลายแม้จะเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ยังขนาดต่ำที่อาจขาดแคลนได้ ถ้าหากเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงดังที่เคยขึ้นในปีที่ผ่านมา

ปัจจัยต่างประเทศที่น่าสนใจในเดือนนี้มีอยู่สามประการสำคัญ คือ

(1) มีโอกาสความเป็นไปได้สูงมากขึ้นว่าสหรัฐอเมริกาจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงทางการ (fed fund rate) ในเดือนนี้ หรือเดือนกรกฎาคม เพราะคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐมีความมั่นใจต่อภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐมากขึ้น ทั้งอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไตรมาสหนึ่งของปีนี้ และตัวเลขอัตราการว่างที่ลงมาอยู่ในระดับต่ำกว่าร้อยละ 5

(2) ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเริ่มปรับตัวเข้าสู่ระดับราคาที่สะท้อนถึงความสมดุลการผลิต และการใช้มากขึ้น ที่ราคาน้ำมันดิบไนเนกซ์ของสหรัฐ และน้ำมันดิบของทะเลเหนือ (เบรนท์) กลับมายืนอยูที่ระดับ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปัจจุบัน จากที่เคยตกไปต่ำกว่า 30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนมกราคมที่ผ่านมา จนทำให้ปริมาณการผลิตน้ำมันในหลายๆ ภูมิภาคของโลกลดลง

(3) ที่จะพูดในวันนี้เป็นเรื่องการที่อังกฤษจะจัดให้มีการทำประชาพิจารณ์ครั้งสำคัญ ที่ให้ชาวอังกฤษลงคะแนนว่าจะคงอยู่กับสหภาพยุโรปอยู่ต่อไปอีกหรือไม่ ซึ่งมีกำหนดจะจัดให้มีขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายนนี้ ซึ่งผลการโหวตดังกล่าวจะมีผลกระทบที่สำคัญต่อโฉมหน้าเศรษฐกิจและการเมืองของทั้งอังกฤษและสหภาพยุโรป ซึ่งได้สรุปประเด็นสำคัญที่รวบรวมข้อมูลจากแหล่งข่าวต่างๆ The Guardian และ BBC มาเพื่อทราบ เพราะเป็นประเด็นที่สำคัญที่จะมีผลกระทบต่อการเมือง เศรษฐกิจและตลาดเงินตลาดทุนสำหรับเดือนนี้และอนาคตอันใกล้นี้

อังกฤษได้เข้าเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปในปี 1975 ภายหลังการทำประชามติความเห็นชอบของประชาชนด้วยคะแนนร้อยละ 66 ในระยะแรกจะเป็นการรวมตัวของประเทศในยุโรปในความร่วมมือทางด้านความมั่นคง (ในอันที่จะไม่ใช้กำลังรุกรานซึ่งกันและกัน) และทางด้านเศรษฐกิจ คือการค้าและการลงทุน ซึ่งต่อมาได้กระชับความร่วมมือขึ้นให้เป็นประชาคมยุโรปซึ่งเป็นตลาดเดียวกัน ที่ขยายความร่วมมือกันให้มีการเคลื่อนย้าย สินค้า ทุน และแรงงาน โดยเสรี ระหว่างกัน ไปจนถึงการใช้เงินสกุลเดียวกัน (เงินสกุลยูโร)

อย่างไรก็ตาม อังกฤษยังคงรักษาสถานภาพของตนเองในการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปประเภท ไม่ร่วมใช้เงินสกุลยูโร (ในปัจจุบันประชาคมมีสมาชิกรวม 28 ประเทศ แต่มีประเทศสมาชิกที่ใช้เงินสกุลยูโรร่วมกันเพียง 19 เท่านั้น)

ประชาพิจารณ์การตัดสินใจของอังกฤษในรอบนี้ เกิดจากการที่นายกรัฐมนตรีอังกฤษ นายเดวิด คาเมรอน ได้ให้สัญญาในระหว่างการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งในปี 2015 ว่า ถ้าหากเขาได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไป เขาจะจัดให้มีการลงประชาพิจารณ์ว่าชาวอังกฤษจะยังต้องการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปอยู่ต่อไปหรือไม่? จนได้มีกำหนดวันลงประชามติในวันที่ 23 มิถุนายนนี้ และเมื่อเวลางวดเข้ามาแล้วก็ได้เริ่มมีความเคลื่อนไหวของทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและฝ่ายต่อต้าน รวมไปถึงประธานาธิบดีสหรัฐ นายบารัค โอบามา ที่เดินทางมาเยือนอังกฤษในเดือนเมษายนพร้อมโน้มน้าวชักจูงให้ชาวอังกฤษคงเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปต่อไป รวมถึงผู้นำของเยอรมันนีและฝรั่งเศส หรือตัวนายกรัฐมนตรีนายเดวิด คาเมรอน เอง

หน่วยงานและองค์กรหลายแห่งได้ทำการสำรวจ (Poll) ความคิดเห็นของประชาชนชาวอังกฤษและมีผลการสำรวจที่ใกล้เคียงกัน คือ ร้อยละ 52:48 เห็นว่าอังกฤษสมควรที่จะออกจากสหภาพยุโรป ซึ่งทางอังกฤษอ้างว่าหากอังกฤษจะยังคงอยู่ ก็มีต้องการเจรจาเปลี่ยนแปลงสถานภาพของตนเองให้มีบทบาทความสำคัญมากขึ้น คือมีสถานะพิเศษ “special status” ที่จะสามารถเจรจากติกาบางประการที่ชาวอังกฤษไม่ชอบ เช่น ระดับจำนวนและรัฐสวัสดิการของผู้อพยพเข้ามาในประเทศอังกฤษ ไปจนถึงการมีอิสระในการดำเนินนโยบายบางประการเป็นของตนเอง

มีหน่วยงานต่างๆ ได้ทำการศึกษาผลกระทบของ Brexit ออกมาจำนวนมาก ซึ่งมีทั้งสนับสนุนและต้านการออกจากสหภาพยุโรป ทางกลุ่มต้านการลาออกจะเป็นกลุ่มธุรกิจรายรายใหญ่ ส่วนหนึ่งที่ได้ระบุว่า ในระยะยาวจะทำให้เศรษฐกิจของอังกฤษอ่อนแอลง จากการที่จะต้องสูญเสียตลาดสหภาพยุโรปไปส่วนหนึ่ง หรือต้นทุนการค้าที่เพิ่มขึ้นในการที่จะต้องเจรจาเงื่อนไขทางการค้ากับสหภาพยุโรปและประเทศอื่นๆ และจะทำให้ขาดแคลนแรงงาน เหล่านี้เป็นต้น

สำหรับทางการเมืองแล้วอาจจะมีผลกระทบต่อความนิยมและฐานะนายกรัฐมนตรีของนายเดวิด คาเมรอน ที่รวมไปถึงความสัมพันธ์ของเขากับผู้นำอื่นๆ ของประเทศอื่นๆ ในยุโรปได้ ถ้าหากว่าอังกฤษจะลาออกจากสหภาพยุโรปในครั้งนี้