วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จากรถยนต์สู่รถไฟฟ้าบนถนน

เรื่องรถไฟฟ้า หรือ EV (Electric Vehicle) มีการพูดถึงมานานมากแล้ว เคยลือกันว่ายังไม่เกิดขึ้น

เพราะบริษัทน้ำมันกว้านซื้อเทคโนโลยีเพื่อไปทำลายทิ้ง แต่คนสร้างข่าวลือหาได้คิดไม่ว่าการผลิตรถยนต์ส่วนใหญ่ที่ใช้กันอยู่ คือระบบสันดาปภายใน หรือ ICE (Internal Combustion Engine) เป็นอุตสาหกรรมใหญ่มาก แต่ละบริษัทที่มีฐานะทางการเงินย่อมมีศักยภาพและอิสรภาพ ที่จะพัฒนาเทคโนโลยีตามยุคสมัย เพื่อความมั่นคงระยะยาวของธุรกิจตน

ความจริงรถไฟฟ้า (EV) เริ่มมีการพัฒนาตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 และเคยเป็นที่นิยมในตลาดเกิดใหม่ เพราะเงียบและเร่งได้ดีคิดเป็นสัดส่วนถึง 28% ของรถบนถนนในสหรัฐอเมริกาใน ค.ศ.1900 แต่หลังจากการพบน้ำมันปิโตรเลียมจำนวนมาก การขยายเครือข่ายถนน และการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆของรถระบบสันดาป (ICE) เช่นการติดเครื่องที่สะดวก การลดเสียงเครื่องยนต์ ทำให้ ICE ขยายตัวอย่างรวดเร็ว เพราะมีความเหนือกว่าในเชิงพาณิชย์โดยเฉพาะหลังจากปี 1913 ที่นาย Henry Ford พัฒนากระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้ต้นทุนของรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันถูกลงกว่า EV มาก ICE จึงพัฒนาอย่างก้าวกระโดด

อย่างไรก็ดี ยังมีการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้ามาเรื่อยๆ เช่นในรถไฟ หรือรถขนาดเล็กอย่างรถกอล์ฟที่เห็นกันมานาน บริษัทรถยักษ์ใหญ่อย่าง Chrysler Ford GM Honda Nissan และ Toyota ก็มีการพัฒนารถไฟฟ้ามาตลอด แต่ปริมาณน้อยและมักให้เช่าใช้แทนขาย การรอคอย EV คงเป็นที่สนใจมากพอที่จะทำให้มีคนสร้างภาพยนตร์สารคดีเรื่อง ”Who Killed the Electric Car?” ในปี 2548

ในช่วงหลังที่สังคมโลกตระหนักถึงปัญหามลพิษและปัญหาโลกร้อน ประกอบกับการมีวิกฤตการณ์ขาดแคลนน้ำมัน น้ำมันราคาแพงเป็นครั้งคราว รวมถึงการพัฒนาทางเทคโนโลยี ทำให้การพัฒนา EV ก้าวไปอีกขั้น ซึ่งรัฐบาลหลายประเทศก็ให้การสนับสนุน

ปัจจุบันที่มีรถยนต์ไฮบริด (Hybrid) ขายตามท้องตลาดมากขึ้น นอกจากประหยัดน้ำมันแล้วก็เป็นการใช้เทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้ามากขึ้นๆ รวมทั้งมีพัฒนาการของตลาดเฉพาะ (niche market) ที่เป็นของ EV เอง รถไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในสหรัฐอเมริกาในปี 2558 คือของบริษัท Tesla เจ้าใหม่ที่ทำเฉพาะรถไฟฟ้า (Model S) 25,700 คัน รองลงมาเป็น Nissan(Leaf) BMW Fiat โฟล์ค เบนซ์ และฟอร์ด

เมื่อสัปดาห์ก่อนสถาบันปิโตรเลียม PTIT ได้เชิญนาย Tony Seba ผู้เขียนหนังสือยอดนิยมในเว็บ Amazon มาพูดเรื่อง “Clean Disruption” ว่าด้วยการที่ระบบพลังงานและการขนส่งในปัจจุบันจะหมดยุคไปภายในปี 2573

เทคโนโลยี ทักษะ และระบบจัดการของการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ผ่านมาจะหมดสิ้นพลัง และจะถูกทดแทนโดยเทคโนโลยี ทักษะ และระบบจัดการที่เกิดจากการปฏิวัติทางข้อมูล (Information Technology) ได้แก่ การเก็บพลังงาน รถไฟฟ้า รถที่ขับอัตโนมัติ และแผงโซลา

นายซีบาเชื่อว่า ใน  5-10 ปีข้างหน้าเราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงทางด้านพลังงานและการขนส่งที่มากมายยิ่งกว่าการเปลี่ยนแปลงตลอด 100 ปีตั้งแต่การประดิษฐ์ ICE และระบบสายส่งไฟฟ้าส่วนกลาง

ในปี 2013 รถ Tesla Model S ขายเพิ่มได้ถึง 50% ในขณะที่ตลาดรถหรูแทบจะไม่โตขึ้น แถมผู้บริโภคยังมองว่าเป็น “รถที่ดีที่สุดที่เคยมีมา!” นายซีบาให้เหตุผลว่า

(1) เครื่องของ EV ใช้เชื้อเพลิงด้วยประสิทธิภาพสูงกว่าของ ICE 5 เท่า

(2) EV ใช้พลังงานถูกกว่า 10 เท่า (คงเกี่ยวเนื่องกับอัตราค่าไฟฟ้าด้วย)

(3) EV มีชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวได้น้อยกว่า 100 เท่า จึงทำให้ค่าซ่อมบำรุงถูกกว่า 10-100 เท่า ยกตัวอย่าง Tesla สามารถรับประกันรถโดยไม่จำกัดระยะทาง

(4) EV มีพลังเหนือกว่ามากมีรายงานว่า Tesla รุ่น P90D เร่งได้เร็วกว่า supercars ระดับ 1 ล้านเหรียญ อาทิ Ferrari หรือ Porsche     นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มในเรื่องของรถขับอัตโนมัติ ที่ไปไกลกว่า cruise control และระบบ sensor ที่มีอยู่แล้วในท้องตลาด เขาเล่าว่ารัฐเนวาดาในอเมริกาให้อนุญาตรถบรรทุกที่ไม่มีคนขับวิ่งในถนนแล้ว!นอกจากนี้ ผู้บริหารของ Renault-Nissan ยังบอกว่ารถขับอัตโนมัติอาจออกสู่ตลาดภายใน 2 ปี!

ฟังดูน่าตื่นเต้น เพราะเราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในโลกดิจิตอลกันมาแล้ว ตั้งแต่เรื่องของ Transistor ที่เพิ่ม 2 เท่าทุก 2 ปีตาม Moore’s Law โดยคนทั่วไปอาจรู้ แต่การเปลี่ยนโฉมหน้าและศักยภาพของกล้องถ่ายรูป และโทรศัพท์ เป็นสิ่งที่ทุกคนสังเกตได้เอง

แต่ EV ต้องใช้ฟ้าเป็นพลังงานขับเคลื่อน เพราะนายซีบาพูดถึง EV แบบที่เก็บไฟฟ้าในพาหนะโดยแบตเตอรี่ ซึ่งได้มีการพัฒนาขึ้นอย่างมหาศาล ไม่ใช่แบบ fuel cell EV ที่ผลิตไฟฟ้าได้เองในพาหนะโดยต้องเก็บเชื้อเพลิง เช่น ไฮโดรเจน ดังนั้นจึงต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่าจะใช้ไฟฟ้าจากไหน?

แม้เขาจะพูดถึงการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของแผงโซลา แต่ก็คงไม่มากพอที่จะสนองทั้งระบบ หากรถบนท้องถนนส่วนใหญ่จะเป็น EV ถึงแม้จะมีแนวโน้มว่าระบบการแชร์รถที่มีประสิทธิภาพจะทำให้คนอยากเป็นเจ้าของรถน้อยลงก็ตาม

เรื่องที่ค่อนข้างจะ Low tech อย่างการบริหารจัดการความมั่นคงและประสิทธิภาพในการผลิตและจ่ายไฟฟ้า จึงยังเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง การแก้ปัญหากระแสต่อต้านต่างๆ เป็นสิ่งที่ต้องทำ มิเช่นนั้น เราอาจต้องรอคอยการใช้ EV กันอีกนาน หากไฟฟ้ามีไม่เพียงพอ

-----------------------

อานิก อัมระนันทน์