วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Divergence Diversity And Convergence สถาบัน รัฐ ตลาด (50)

แต่ไหนแต่ไรมา ความเป็นผู้นำโลกของอเมริกาในหลายๆ ด้านทำให้ภูมิภาคหรือประเทศอื่นๆ มักจะมองอเมริกาเป็น

Benchmark เสมอ ไม่ว่าอเมริกาจะเป็นผู้นำกำลังเสื่อมถอยหรือกำลังถูกไล่กวดเสมอมา ไม่จำกัดเฉพาะยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลี จีน แม้กระทั่งประเทศเกิดใหม่ทั้งหลายโดยเฉพาะ BRICs

แต่ความที่แอตแลนติกทั้งยุโรปและอเมริกานำโลกมาก่อนในช่วง 200 ปีที่ผ่านมา การเปรียบเทียบยุโรปกับอเมริกาจึงเป็นอะไรที่น่าสนใจเสมอ การมองโลกหรือการมีทัศนคติที่ต่างกันทำให้เกิดการบริหารหรือการมีนโยบายที่ต่างกัน ส่วนที่ต่างกันเหล่านี้อาจจะเป็นทั้งเหตุและผลที่ทำให้อเมริกาและยุโรปมีมิติทางด้านโครงสร้างที่ต่างกัน มีความยืดหยุ่นทางด้านโครงสร้างที่ไม่เหมือนกันเราจะเน้นประเด็นเศรษฐกิจเช่นเมื่อพูดถึงนวัตกรรม การใช้จ่ายใน R&D ก็มีการเน้น sector ที่ต่างกัน หรือเมื่อพูดถึงเรื่องการวิจัย เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะพูดถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยหรือการศึกษาระดับสูงหรือตลาดวิชาการ ซึ่งจะมีความสำคัญอย่างมากต่อการที่จะเป็นผู้นำทางด้านความรู้และเทคโนโลยี ในประเด็นนี้ยุโรปโดยรวมก็มีอะไรที่ไม่เหมือนอเมริกา นอกจากนี้ก็มีประเด็นเรื่องโครงสร้างทางนโยบายและตลาดที่มีผลต่อการผูกขาดและการแข่งขัน โครงสร้างแรงจูงใจรวมทั้งความแตกต่างเรื่องการมองโลกเกี่ยวกับแรงงานหรือเกี่ยวกับระบบสวัสดิการ

ยุโรปต่างกับและตามหลังอเมริกาในหลายๆ เรื่อง เมื่อดูจากเครื่องชี้วัดทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ เราจะไม่สามารถเข้าใจรากหรือเบื้องลึกของปัญหาที่ยุโรปได้เผชิญและต้องหาทางออก ถ้าเราไม่ตีแตกประเด็นเรื่องโครงสร้างใหญ่ข้างต้น ขอทบทวนข้อมูลพื้นฐาน เราจะพบว่า

1) ในเรื่องวัฒนธรรมและพลวัตผู้ประกอบการ การทำนวัตกรรมและเทคโนโลยี การสร้าง cluster ให้ยั่งยืน ยุโรปพยายามมองและใช้อเมริกาเป็นต้นแบบโดยเฉพาะกรณีของ Silicon valley แต่ระบบนิเวศของ Silicon valley มีเอกลักษณ์ที่เด่นมาก ไม่ใช่ทุกที่จะเลียนแบบได้ง่าย ที่สำคัญก็คือ Silicon valley สามารถปรับตัวเผชิญกับวิกฤติ การเปลี่ยนแปลง หาโอกาสใหม่ๆ ได้ตลอดตั้งแต่ทศวรรษ 70 เรื่อยมา cluster ในแต่ละแห่งมีลักษณะเฉพาะและที่มามีศักยภาพและมีขีดจำกัด และปัญหาภายในของ cluster เอง

และปัญหามหภาคจากระดับประเทศไปจนถึงระดับโลก ตัวอย่างง่ายๆ เช่น cluster รถยนต์ของเยอรมันและเครื่องจักรอุตสาหกรรมมีลักษณะพิเศษในตัวสินค้าและเทคโนโลยียังส่งออกและสู้กับคนอื่นได้ ไม่ต้องเผชิญคู่แข่งจากจีน แต่ cluster ของอิตาลีหรือสเปนที่ใช้เทคโนโลยีต่ำ แรงงานเข้มข้น เคยเข้มแข็งรุ่งเรืองเช่นสิ่งทอ เสื้อผ้า ผลิตภัณฑ์หนัง เครื่องประดับพบแรงกดดันจากการแข่งขันของจีนซึ่งต้นทุนต่ำกว่า

2) อัตราการเติบโตในรายได้ในผลิตภาพแรงงานหรือ Productivity ของยุโรปนั้นต่ำกว่าของอเมริกามาตลอด ตั้งแต่กลางทศวรรษ 1990 เป็นแนวโน้ม Divergence

3) การทำนวัตกรรมมีความสำคัญเสมอ แต่ยุโรปหลังทศวรรษ 70 ก็คล้ายกับญี่ปุ่นกลาง 80 ไม่สามารถโตได้ด้วยการตักตวง เลียนแบบเทคโนโลยีที่มีอยู่หรือของผู้อื่นซึ่งเคยทำมาก่อนหน้า เพราะทั้งยุโรปและญี่ปุ่นได้ก้าวขึ้นมาอยู่บนเส้นพรมแดนของเทคโนโลยีแล้ว ในปรากฏการณ์เช่นนี้ ประเทศจำเป็นต้องเพิ่มผลิตภาพของคนและของประเทศโดยนวัตกรรมที่แท้จริง ยุโรปต้องการการพัฒนาทางเทคโนโลยีระดับสูง ซึ่งโครงสร้างหรือ sector ทางเศรษฐกิจ เช่น สินค้าและบริการจะต้องมีความเข้มข้นทางการวิจัยและพัฒนา (R&D Intensive หรือย่อว่า RDI) และควรเป็น sector ที่มีอัตราการเติบโตสูง

4) งานวิจัยพบว่าแต่ละประเทศจะมีสัดส่วนจำนวนผู้ประกอบการใหม่ ตั้งบริษัทใหม่ หรือ startup หรือ yollies กับผู้ประกอบการหรือบริษัทเก่า หรือ olliesญี่ปุ่นมี yollies น้อยมาก อเมริกามากที่สุดในโลก ยุโรปอยู่กลางๆ โดยทั่วไปถ้าต่างก็ลงทุนใน sector ประเภทเดียวกัน yollies ทั้งของยุโรปและอเมริกาปกติจะลงทุนใน R&D สูงกว่า ollies ถ้ายุโรปต้องการให้การลงทุนใน R&D จากภาคเอกชนสูงขึ้น โดยนัยต้องสนับสนุนให้เกิด yollies เยอะๆ เหมือนที่ รมต.พิเชษฐ์ของกระทรวงวิทย์กำลังผลักดัน แต่จริงๆ เรื่องมันสลับซับซ้อน

5) ความแตกต่างที่สำคัญกรณี yolliesของยุโรปและอเมริกาก็คือประเด็นเรื่องโครงสร้างใหญ่คือเรื่องของ sector ซึ่งมีผลต่อการกำหนดมูลค่าหรือปริมาณของ R&D ความได้เปรียบทางด้านเทคโนโลยี เปรียบเทียบหรือ Relative Technological Advantage หรือ RTA จะเป็นตัวชี้วัด ถ้าสูงกว่า 1 ความได้เปรียบจะสูง แต่ละ sector ของอุตสาหกรรมสมัยใหม่จะมีความเข้มข้นของ R&D หรือ RDI มากน้อยต่างกัน

ตัวอย่างจากข้อมูลจะเห็นได้ว่าอเมริกาลงทุนใน sector ที่มี RDI สูงกว่ายุโรป โดยนัยเป็นตัวกำหนดภาพรวมของความแตกต่างในการลงทุนใน R&D ยุโรปมักจะลงทุนใน sector ที่ RDI อยู่ในระดับปานกลาง และมี RTA ที่เด่นกว่าอเมริกา เช่นรถยนต์และชิ้นส่วน (ยุโรป 1.26 อเมริกา 0.58) กิจการป้องกันประเทศและอวกาศ (ยุโรป 1.50 อเมริกา 1.13) เคมีภัณฑ์ (ยุโรป 1.31 อเมริกา 0.64) เครื่องจักรกล (ยุโรป 1.84 อเมริกา 0.24) โทรคมนาคมพื้นฐานและเคลื่อนที่ (ยุโรป 1.53 อเมริกา 0.20) หรืออุตสาหกรรมยา (RTA ใกล้เคียงกัน คือยุโรป 1.27 อเมริกา 1.16) ส่วนอเมริกาจะเด่นกว่ายุโรปคือมี RTA สูงกว่ามากใน sector ที่มี RDI เข้มข้นสูง เช่น อินเทอร์เน็ต (อเมริกา 2.54 ยุโรป 0.00) biotechnology (อเมริกา 2.20 ยุโรป 0.32) semiconductor (อเมริกา 1.72 ยุโรป 0.50) ซอฟท์แวร์ (อเมริกา 2.05 ยุโรป 0.51) เครื่องมือบริการสุขภาพ (อเมริกา 1.86 ยุโรป 0.70)

6) ในภาพรวม yollies จะใช้จ่ายเรื่อง R&D คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อรายได้สุทธิ สูงกว่า ollies แต่ของอเมริกามีลักษณะเด่นมากคือ โดยเฉลี่ย yollies จะใช้จ่าย มากกว่า ollies ประมาณ 2 เท่า แต่ของอเมริกานั้นสูงถึง 3 เท่า ขณะที่ยุโรปประมาณ 1.5 เท่า ในกรณีของสหรัฐ yollies เป็นบริษัทที่ RDI สูงที่สุด ที่น่าสนใจก็คือ ช่องว่างระหว่างสหรัฐกับยุโรปในเรื่องความเข้มข้นใน R&D จะห่างกันมากกว่าในกรณีของ yollies คือ 57% มากกว่า ollies ซึ่งมีช่องว่างห่างกันเพียง 20%

สำหรับญี่ปุ่นนั้นนอกจากการที่ yollies มีบทบาทน้อย แต่ญี่ปุ่นมีการใช้จ่ายจากธุรกิจ R&D สูงไม่แพ้อเมริกา แต่บทบาทนี้จาก yollies จากญี่ปุ่นน้อยมาก ตรงกันข้ามในกรณีของญี่ปุ่น ollies กลับมีความเข้มข้นใน R&D สูงกว่า yollies ซึ่งตรงกันข้ามกับของอเมริกา บริษัทใหญ่ๆ ในญี่ปุ่นทั้งหลายที่เราคุ้นเคยต่างก็ลงทุนทำนวัตกรรม ทั้งทางด้านผลิตภัณฑ์และกระบวนการ เรารู้จักโตโยต้าทำ Hybrids car เรานึกถึง Sony Panasonic Hitachi Mitsubishi

เหมือนกรณีของเยอรมัน เรานึกถึงจุดเด่นของสินค้าเยอรมัน เช่นเครื่องจักรกลหรือคุณภาพของรถ เช่น Benz หรือ BMW ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้ใช้ให้ความไว้ใจเชื่อมั่น ขณะที่อเมริกาเราไม่นึกถึง GM แต่มักจะนึกถึง Microsoft AmazonEbay Yahoo Google YoutubeCisco Facebook Instagram แต่ต้องไม่ลืมว่า Google และ Apple กำลังมุ่งสร้างรถที่ไม่มีคนขับ หรือ Tesla motor กำลังขยายรถที่ขับเคลื่อนโดยพลังงานไฟฟ้าให้เป็นตลาดของมวลชน ยังไม่ได้พูดถึงบริษัทอเมริกันอีกมาก ในสายวิทยาศาสตร์ชีวิตการแพทย์ robotic ฟินเทค big data และ cloud

โดยสรุปความแตกต่างระหว่างยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น ในด้านความได้เปรียบ เปรียบเทียบนวัตกรรมและเทคโนโลยี (RTA) นั้น หนึ่งในเบื้องหลังของความแตกต่างนี้ คือเรื่องของโครงสร้างของ sector อุตสาหกรรมที่มีความเข้มข้นใน R&D ที่ต่างกัน มันบอกกับเราว่า ทั้งอเมริกาและยุโรปต่างก็เผชิญกับ Deindustrialization แต่อเมริกาหาอะไรเล่นใหม่ๆ ไปเร็ว ไปไกลและต่างกว่ายุโรป