วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทำไมต้องยืมปากต่างชาติ ด่ารัฐบาลตัวเอง

สัปดาห์ที่แล้วมีมหกรรมที่คึกครื้นอย่างยิ่ง

 คือนั่งเฝ้าจอรอดูต่างชาติ ด่าฝากถึงรัฐบาลทหาร ผ่านคณะผู้แทนไทยในเวที ระหว่างไปร่วมชี้แจงสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนที่เจนีวา

ผู้แทนหลายประเทศที่ตั้งคำถามกับไทย จริงๆ แล้วสถานการณ์บ้านเขาดูจะแย่กว่าของเรามากมาย แต่เราก็สะใจกันเวลามีคนถามจี้จุด ที่เราจ้องจะด่าอยู่ ทั้งเรื่องการรัฐประหาร การปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ฯลฯ

หลักการนั้นดีหมด แต่ประชาชนคนไทยล่ะเห็นด้วยไหม ต้องไม่ลืมว่าทุกอย่างมันจะมีผลในทางปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการบังคับใช้กฎหมาย หรือการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพต่างๆ ประชาชนส่วนใหญ่ต้องเอาด้วย ไม่อย่างนั้นก็เป็นแค่ข้อความก็เขียนอยู่ในกระดาษ ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอะไรก็ตาม เขียนแล้วก็ฉีกทิ้งได้ เพราะไม่ได้เป็นสัญญาประชาคมที่แท้จริง

หลายๆ ครั้งองค์กรบางองค์กร หรือนักสิทธิฯ บางคนนั่นแหละ ที่ทำให้การออกมาเรียกร้องให้ปกป้องคุ้มครองสิทธิ กลายเป็นเรื่องการเมืองเสียเอง

ฉะนั้นการยึดหลักการอย่างแท้จริง ไม่โอนเอน จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เมื่อเกิดปัญหาแบบเดียวกัน ต้องแสดงท่าทีเหมือนกัน อย่าเลือกปฏิบัติ รวมถึงเวลาประเทศตะวันตกหรือสหรัฐก่อปัญหา ก็ต้องประณามด้วย

ตัวอย่างง่ายๆ ที่จะอธิบายว่าทำไมบทบาทขององค์กรสิทธิฯ จึงไม่ได้รับการยอมรับมากมายนัก ก็คือกรณีในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะมีหลายช่วงเวลาที่องค์กรสิทธิฯเลือกแสดงท่าที เช่น เลือกประณามเวลาเจ้าหน้าที่วิสามัญฆาตกรรมคนร้าย แต่เวลาเจ้าหน้าที่ถูกสังหารอย่างโหดร้ายทารุณ (บางกรณียิ่งกว่าการวิสามัญฯ) กลับนิ่งเฉย

ส่วนตัวผมมองว่าองค์กรเหล่านั้นไม่ได้ตั้งใจ แต่เมื่อท่าทีมันเพี้ยนไปจากหลักการ มันก็ยากที่จะได้รับความเชื่อมั่น

ผมต่อจิ๊กซอว์เอาเองว่า เมื่อสร้างกระแสให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากภายในประเทศไม่ได้ จึงหันไปดึงต่างชาติเข้ามาแทรกแซง หรือไม่ก็ยืมปากเขาด่ารัฐบาลตัวเองแทน และประเทศยอดนิยมที่ถูกใช้บริการ ก็คือ สหรัฐ!

จะว่าไปสหรัฐนั้นก็ไม่ได้โง่ ให้คนในประเทศของเราหลอกใช้เขา เป็นเครื่องมือในการเล่นงานศัตรูทางการเมือง แต่เป็นนโยบายของเขาเองด้วยที่ต้องการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศต่างๆ รวมทั้งไทย เพื่อผลทางการค้าและความมั่นคง

สหรัฐเขามีนโยบายที่เหนือกว่าการทูตและปฏิบัติการข่าวสาร หรือไอโอ (Information Operation) ที่คนของเราไปร่ำเรียนมา แต่เขาไปถึงขั้น strategic communication แล้ว แนวคิดคือใช้ information ทำให้โลกคิดเหมือนที่สหรัฐคิด

ฉะนั้นการปฏิสัมพันธ์ของสหรัฐจึงมุ่งลงไปที่ประชาชน ไม่ใช่แค่รัฐบาลต่อรัฐบาลเหมือนอดีต เพราะประชาชนคือผู้เลือกรัฐบาล ถ้าสหรัฐทำให้ประชาชนคิดตามแบบที่สหรัฐต้องการได้ รัฐบาลประเทศนั้นๆ ก็จะกลายเป็นรัฐบาลที่สหรัฐพึงประสงค์

เหตุนี้เอง information จึงถูกส่งไปยังกลุ่มเป้าหมายที่ทรงอิทธิพลทางความคิดของประชาชน เช่น สื่อมวลชน นักวิชาการ นักศึกษา กลุ่มสิทธิมนุษยชน และเอ็นจีโอ หลายๆ กรณีมีการอุดหนุนเงินทุนให้บางกลุ่ม บางองค์กรอย่างโจ่งแจ้งด้วย

บางทีประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐมาสนใจเราหรือองค์กรเล็กๆ ที่เราทำงาน เราอาจดีใจว่ามีคนเห็นคุณค่าของเราแล้ว แต่คิดอีกมุมหนึ่ง... เราอาจกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมืออยู่ก็ได้

อย่าลืมว่าหลายพื้นที่ขัดแย้งในโลก ก็ชัดเจนว่าการคิดเหมือนที่สหรัฐคิด ไม่ได้นำไปสู่การแก้ปัญหา อย่างกรณีอิรัก หรือหลายประเทศในตะวันออกกลางที่ถูกสหรัฐแทรกแซง มีใครกล้าบอกไหมว่าบ้านเมืองวันนี้ดีขึ้นกว่าตอนก่อนที่สหรัฐจะเข้าไป

รูปแบบการปกครองในโลกมีหลายแบบ ผิดแผกกันไป และการเลือกตั้งผู้นำจากประชาชนก็เป็นรูปแบบหนึ่ง ที่น่าจะมีโอกาสเลวน้อยกว่าระบบอื่น แต่ไม่ได้หมายความระบบอื่นต้องเลวร้ายเสมอไป ที่สำคัญต้องถามว่าคนในประเทศนั้นเขาพึงพอใจแบบไหน ไม่ใช่ต้องเหมือนสหรัฐทุกชาติในโลก

ทุกเรื่องต้องย้อนหาที่มา เช่น ทำไมคนจำนวนไม่น้อยในประเทศนี้ ถึงยอมให้มีรัฐบาลจากการรัฐประหาร จนแรงต้านไร้พลัง คำตอบอาจจะเป็นว่ารัฐบาลจากการเลือกตั้งมันช่างล้มเหลว

การจับกุมคุมขังบุคคลบางคนแล้วไม่เกิดกระแสต้านจากคนส่วนใหญ่ เป็นเพราะพฤติกรรมคนเหล่านั้นในอดีต ที่คนส่วนใหญ่เขาเบื่อหน่ายหรือเปล่า

จะเห็นได้ว่าปัญหามันซับซ้อนกว่าที่จะมองผิวเผินได้ เราจึงควรแก้ปัญหากันเองจากภายใน ดีกว่าการเป็นเด็กดีของสหรัฐ แล้วได้สิทธิพิเศษนิดๆ หน่อยๆ โดยที่ปัญหาพื้นฐานยังไม่ถูกแก้เหมือนเดิม

เพียงแต่เขาหลับตาให้ข้างหนึ่งเพราะเรายอมเป็น “เด็กดี” ในอาณัติของเขาแค่นั้นเอง!