วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สมมติฐานเรื่อง Secular Stagnation

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้วิเคราะห์ท่าทีของธนาคารกลางญี่ปุ่นที่เลือกจะรอดูความชัดเจนของสถานการณ์เศรษฐกิจ

ของญี่ปุ่นและของโลกในอนาคตอันใกล้นี้ ก่อนที่จะมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมอีก ซึ่งก็สอดคล้องกับท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐที่ตัดสินใจก่อนหน้านั้นที่จะยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในช่วงนี้ และกรณีล่าสุด ก็คือผลการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ออกมาว่ายังจะไม่เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้

ท่าทีของธนาคารกลางหลายๆ แห่งที่ผ่านมาที่เลือกใช้ยุทธวิธีแบบ ‘wait and see’ กันมากขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ทาง IMF ก็เพิ่งมีการปรับลดการคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของโลกในปีนี้อีกครั้ง แม้ว่าที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ธนาคารกลางหลายๆ แห่งไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่นและยุโรปก็ได้ประกาศใช้มาตรการการเงินแบบผ่อนคลายเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจกันอย่างมากแล้วก็ตาม คำถามสำคัญในขณะนี้จึงเป็นคำถามที่ว่า เศรษฐกิจโลกจะสามารถฟื้นตัวได้เองในอนาคตไม่นานจากนี้เมื่อถึงช่วงขาขึ้นของวัฏจักรธุรกิจตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กระแสหลักหรือไม่ หรือว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวไปแบบที่ผ่านมาแล้ว 6-7 ปี ต่อไปอีกในระยะยาว โดยที่มีอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอยู่ในระดับที่ต่ำมากต่อไปด้วย

นักเศรษฐศาสตร์ได้พยายามอธิบายความผิดปกติของระบบเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันจากสมมติฐานต่างๆ กัน ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติสำหรับนักเศรษฐศาสตร์ทั่วไป ที่จะยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ว่าสมมติฐานอันไหนควรจะได้รับการยอมรับเห็นชอบตรงกันจากทุกฝ่าย นั่นก็หมายรวมถึงสมมติฐานที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ที่รู้จักกันในชื่อ secular stagnation ของนาย Lawrence H. Summers ผู้ซึ่งเคยเป็นคู่แข่งของนาง Janet Yellen ในการชิงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐที่ผ่านมา

Summers ได้อธิบายว่า แนวโน้มในระยะยาวของการลดลงของอุปสงค์รวมในเหล่าประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลายเป็นเหตุผลหลักที่ก่อให้เกิดความผิดปกติของระบบเศรษฐกิจแบบตลาดของโลกในปัจจุบัน การที่ประเทศที่พัฒนาแล้วมีอุปสงค์รวมที่ลดลงนั้น ก็เกิดจากการออมที่มีเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง ทำให้มีอุปทานของเงินออมที่มากกว่าการเพิ่มขึ้นของความต้องการในการลงทุน จึงมีผลทำให้อัตราดอกเบี้ยในระยะยาว (neutral real interest rate) อยู่ในระดับที่ต่ำติดต่อมาหลายปี และคาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำไปอีกหลายปีด้วย ส่วนปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ประเทศที่พัฒนาแล้วมีอุปทานเงินออมที่เพิ่มขึ้นได้มากนั้น Summers อธิบายว่า ประการแรก เกิดจากปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำในระบบเศรษฐกิจแบบตลาดในประเทศที่พัฒนาแล้วที่ทำให้ผู้ที่มีฐานะร่ำรวยนั้นมีเงินออมจำนวนมากที่ไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ผู้ที่มีฐานะยากจนและชนชั้นกลางไม่สามารถใช้จ่ายได้เพิ่มมากขึ้นภายหลังจากวิฤกตการณ์ทางการเงินที่ผ่านมาเพราะมีเงินออมเหลืออยู่ไม่มากนัก ประการที่สอง Summers อธิบายว่า เศรษฐกิจในระบบใหม่จะแข่งขันกันด้วยเทคโนโลยีและความรู้ในการบริหารจัดการเป็นหลัก ทำให้สามารถลดการลงทุนในเรื่องของปัจจัยทุนและที่ดินไปได้มากเมื่อเปรียบเทียบกับในอดีต (ตัวอย่างเช่น ธุรกิจของ Amazon และ Uber เป็นต้น) ดังนั้น ความต้องการหรืออุปสงค์ต่อเงินลงทุนจึงมีน้อยกว่าอุปทานของเงินออมที่มีเพิ่มมากขึ้น นั่นเอง

จากสมมติฐานดังกล่าวนี้ Summers จึงเสนอให้ใช้นโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจด้วย เพราะการใช้นโยบายการเงินจะไม่ได้ผลเหมือนที่ผ่านมาในหลายๆ ประเทศ ข้อเสนอหลักของ Summers ก็คือให้มีการลงทุนเพิ่มในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานของอเมริกาที่ปัจจุบันมีสภาพเสื่อมโทรม และเห็นด้วยกับแนวคิดเรื่อง Asian Infrastructure Investment Bank ของจีน นอกจากนี้ก็ควรลงทุนในเรื่องการศึกษา การแก้ปัญหาโลกร้อน และควรหาทางแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจด้วย การลงทุนเหล่านี้ก็จะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบตลาดที่โลกกำลังเผชิญอยู่ได้

ตามที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า ไม่ใช่ว่านักเศรษฐศาสตร์ทุกคนจะเห็นด้วยกับสมมติฐานและข้อเสนอของ Summers ทั้งหมด เนื่องจากว่าการลงทุนโดยภาครัฐนั้นก็มีข้อจำกัดเช่นกัน เพราะต้องดูแลให้เกิดการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพด้วย ไม่เช่นนั้นก็จะก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมาได้ เช่น ปัญหาเรื่องหนี้สิน ปัญหาการผลิตที่ไร้ประสิทธิภาพ ปัญหาเรื่องอุปทานส่วนเกิน และปัญหาเรื่องราคาฟองสบู่ในสินทรัพย์ได้ เป็นต้น ตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจน ก็คือกรณีการลงทุนของรัฐบาลจีนที่ทำในนามของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจต่างๆ ในอดีตที่เป็นการลงทุนที่ขาดประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดอุปทานส่วนเกินจำนวนมากได้ เป็นต้น