วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แก้ไขทุจริต ต้องทำอย่างจริงจัง

เครือข่ายผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนนานาชาติ หรือไอซีไอเจ

 ได้เปิดฐานข้อมูลออนไลน์ที่เผยชื่อบริษัทออฟชอร์ หรือบริษัทนอกอาณาเขต เกือบ 214,000 แห่งที่ปรากฏอยู่ใน“ปานามา เปเปอร์ส” หรือเอกสารจำนวน 11.5 ล้านฉบับที่รั่วไหลออกมาจากบริษัทกฎหมาย มอสแซค ฟอนเซกา ของปานามา โดยในฐานข้อมูลยังมีรายชื่ออฟชอร์อีกกว่า 100,000 แห่งที่ไอซีไอเจเคยรายงานไปเมื่อปี 2556

ในส่วนของไทยนั้น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ระบุว่าจากการออกมาเปิดเผยข้อมูลของไอซีไอเจครั้งที่ 2 พบว่ามีรายชื่อที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยด้วยเช่นกัน โดยมีทั้งที่เป็นนิติบุคคล เป็นคนไทย ละชาวต่างชาติในประเทศไทย ซึ่งปปง.จะตรวจสอบรายชื่อทั้งหมดว่ามีการกระทำผิดตามมูลฐานฟอกเงินหรือไม่ หากไม่พบความผิดมูลฐานก็ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบเส้นทางการเงิน

แรงกระเพื่อมจากปานามาเปเปอร์สถึงขั้นทำให้ นายกรัฐมนตรีไอซ์แลนด์ ต้องก้าวลงจากตำแหน่งมาแล้ว แม้ปฏิเสธว่าไม่ได้อะไรผิด หลังจากมีข้อมูลระบุว่าเขาและภรรยาลงทุนหลายล้านดอลลาร์ในบริษัทต่างแดนที่มีหุ้นในธนาคาร 3 แห่งของไอซ์แลนด์ซึ่งล้มละลายเมื่อปี 2551 แต่ในที่สุดนายกฯไอซ์แลนด์ก็ต้องจำนนต่อแรงกดดันหลังจากประชาชนหลายพันคนออกไปชุมนุมเรียกร้องให้ลาออก

แน่นอนว่าการทุจริตในรูปแบบต่างๆ เป็นสิ่งที่ต้องป้องกันและแก้ไข เพราะสร้างความเสียหายมหาศาล เหมือนที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ระบุว่าการทุจริตและติดสินบนสร้างความเสียหายแก่โลกปีละ 1.5-2 ล้านล้านดอลลาร์ ดังนั้นการแก้ปัญหาการทุจริตจึงมีความสำคัญในการสร้างเสถียรภาพให้แก่เศรษฐกิจ พร้อมแนะนำให้เน้นความโปร่งใส การวางกรอบกฎหมายที่ชัดเจน และการเดินหน้าอย่างแน่วแน่เพื่อผ่อนคลายกฎระเบียบทางเศรษฐกิจ

การเคลื่อนไหวเพื่อสร้างความตระหนักรู้ ปลูกฝังค่านิยม และหาแนวทางปิดช่องโหว่ให้ได้มากที่สุด เพื่อป้องกันการทุจริตในด้านต่างๆ ในทุกระดับ รวมถึงในระดับระหว่างประเทศ ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังมีการประชุมสุดยอดต่อต้านการทุจริต ที่อังกฤษทำหน้าที่เจ้าภาพ และมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากหลายประเทศเข้าร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดีไนจีเรีย อัฟกานิสถาน โคลัมเบีย กานา นอร์เวย์ ศรีลังกา หรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงอย่างรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ

เวทีนี้จะเป็นแรงส่งอย่างดีเพื่อสร้างความตื่นตัวในระดับโลกเกี่ยวกับการต่อต้านการทุจริต ซึ่งไอเอ็มเอฟระบุว่านอกจากหรือผลกระทบทางตรงแล้ว การทุจริตยังก่อให้เกิดผลกระทบทางอ้อมอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการทำให้รายได้จากภาษีของรัฐบาลลดลงสืบเนื่องจากการเลี่ยงภาษี อันนำไปสู่การที่รัฐบาลมีรายได้น้อยลงสำหรับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณสุข และการศึกษา ทั้งยังอาจบั่นทอนความเชื่อมั่นในภาครัฐ และมีผลกระทบในวงกว้างต่อสังคม เนื่องจากกัดเซาะมาตรฐานด้านจริยธรรมของประชาชน

การลงมือแก้ไขหรือป้องกันอย่างจริงจัง เพื่อสกัดการทุจริตในรูปแบบต่างๆ ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องเดินหน้าและลงมืออย่างจริงจัง ซึ่งแม้การรั่วไหลของปานามาเปเปอร์สครั้งนี้ ถือเป็นแรงกระตุ้นอย่างดีทั้งในระดับสากลและในระดับประเทศ แต่การลงมือป้องปราบอย่างจริงจังนั้น หมายรวมถึงการวางกฎเกณฑ์และการบังคับใช้อย่างชัดเจนในทุกระดับและทุกเวลาด้วย