ยุทธการกดดันนักเลือกตั้งฝั่งตรงข้าม คสช.
เริ่มปฏิบัติมาสองเดือนแล้ว ซึ่งเป็นไปตามความคาดหมาย เมืองปากน้ำตกเป็นเป้าในตรวจค้นบ้านอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย สองคนคือ วรชัย เหมะ กับ ประชา ประสพดี
สำหรับ “ประชา” คนดังฝั่งพระประแดง ถูกค้นบ้าน ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สำหรับ “วรชัย” แกนนำ นปช. และอดีต ส.ส.สมุทรปราการ เขตบางพลี น่าวิเคราะห์มาก
วรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมัยแรก ต่างเพื่อนอดีต ส.ส.ปากน้ำ พรรคเพื่อไทยคนอื่นๆ ตรงที่ไม่ใช่คนปากน้ำโดยกำเนิด และไม่มีฐานหัวคะแนนเป็นต้นทุน
วรชัย เหมะ ที่พรรคพวกเรียกว่า “เงาะ” แต่ชื่อเล่นของเขาสมัยวัยหนุ่มกลับไม่ใช่ชื่อเงาะ ซึ่งเขาเองเป็นคนปักษ์ใต้ ที่ย้ายถิ่นมาปักหลักทำมาหากินอยู่ที่สมุทรปราการ นานกว่า 40 ปีแล้ว
คนวงในจะรู้ว่า “วรชัย” สมัยวัยหนุ่มเป็นผู้ที่ศรัทธาในแนวคิดวิทยาศาสตร์สังคม มีความคิดอ่านที่ก้าวหน้า และเคยเคลื่อนไหวงานการเมืองภาคประชาชน ระหว่างปี 2516-219
“วรชัย” ในวัย 18-19 ปี ก็ไม่ต่างจากหนุ่มสาวยุคหลัง 14 ตุลา มีความตื่นตัวทางการเมืองสูง และส่วนใหญ่ได้รับการบ่มเพาะจาก “นักจัดตั้ง” อดีตแกนนำพรรคชนชั้นกรรมาชีพ
แต่นักจัดตั้งอาวุโสที่คอยชี้ทิศนำทางให้ “วรชัย” นั้น ได้ถูกขับออกมาจากพรรคชนชั้นกรรมาชีพ เพราะไปมีแนวคิดขัดแย้งกับกรรมการกลางพรรคส่วนใหญ่
แม้เป้าหมายการต่อสู้จะเหมือนกัน แต่นักจัดตั้งอาวุโสของวรชัย ก็ไม่เห็นด้วยกับแนวทาง “ชนบทล้อมเมือง” ตรงกันข้ามกลับสนใจการจัดตั้งกรรมกร ปัญญาชน และการต่อสู้ในเมืองมากกว่า
หลังเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 “วรชัย” จึงไม่เข้าป่า เหมือนนักศึกษาปัญญาชน ที่ถูกชี้นำโดยพรรคชนชั้นกรรมาชีพ(สายจีน) แต่อย่างไรก็ตาม วรชัยต้องหลบภัยไปอยู่ต่างจังหวัดชั่วคราว ก่อนจะกลับมาใช้ชีวิตปกติ
ส่วนวรชัยปักหลักสร้างฐานะ สร้างครอบครัวอยู่ที่ปากน้ำ เขาไม่เผยตัวตนว่าเป็นใคร? มีความคิดความเชื่ออย่างไร?
ปี 2525-2527 วรชัยเฝ้ามองดูนักศึกษาปัญญาชนละทิ้งการต่อสู้ในป่าเขา ขบวนแล้วขบวนเล่า และยิ่งทำให้เขามั่นใจว่า แนวทางของผู้อาวุโสถูกต้องแล้ว
เมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมา นักจัดตั้งอาวุโสที่วรชัยนับถือ ได้เสียชีวิตไปเงียบๆ และฝากมรดกความคิด “แนวทางการต่อสู้ในเมือง” ไว้ให้สานุศิษย์ทั้งหลาย
รัฐประหาร 2549 เป็นจุดเปลี่ยนของวรชัย เมื่อก้าวเดินออกจากบ้านมาร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มคนรักทักษิณปากน้ำ โดยมี สงคราม กิจเลิศไพโรจน์ เจ้าของห้างอิมพิเรียลเป็นสปอนเซอร์
ถัดมา วรชัยนำมวลชนคนรักทักษิณปากน้ำ ไปร่วมชุมนุมกับแกนนำ นปก.ที่ท้องสนามหลวง ทำให้เขาได้รู้จักกับวีระ มุสิกพงศ์ ,จตุพร พรหมพันธุ์ ,เหวง โตจิการ และ ธิดา ถาวรเศรษฐ์
ปี 2552 นปก.แปลงร่างเป็น นปช. และเสื้อแดงกลายเป็นสัญลักษณ์ของนักสู้รากหญ้า วรชัยจึงได้ร่วมกับ “จตุพร” เคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างเข้มข้น
วรชัยมีความคิดอ่านการเมืองเฉียบคมกว่า “เหวง-ธิดา” และไม่นิยมใช้ศัพท์แสงฝ่ายซ้ายจนพร่ำเพรื่อเหมือนธิดา บางครั้งก็ดูเป็นนกแก้วนกขุนทอง
นักสู้อุดมการณ์ชนชั้นกรรมาชีพ เคยให้พูดผ่านสื่อว่า “น้ำนิ่งคือน้ำเน่า น้ำไหลคือน้ำสะอาด” ซึ่งประโยคนี้สำหรับคนที่เคยอ่าน “ปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษวิธี” จะเข้าใจได้ทันที
ถ้อยคำที่แฝงไว้ด้วยปรัชญานั้น วรชัยนำมาเปรียบเปรยกับองค์กรฝ่ายอนุรักษนิยมว่า “ถ้าคุณนิ่ง ไม่พัฒนาองค์กร คุณก็อยู่ไม่ได้”
วรชัยเชื่อมั่นในกฎสรรพสิ่ง ความขัดแย้งจะไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่าเก่า “องค์กรใดก็ตาม ไม่พัฒนาและปรับปรุง อยู่กับที่ จะพังพินาศหมด”
เขาจึงต่างจากอดีต ส.ส.เพื่อไทยส่วนใหญ่ เพราะเขาไม่ใช่นักเลือกตั้ง หากแต่เขาเป็นนักจัดตั้งเชิงอุดมการณ์





