สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
(สศช.) อยู่ระหว่างการระดมความคิดเห็นจากประชาชน ต่อแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (2560-2564) ซึ่งหากพิจารณาในรายละเอียดของร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับนี้ จะเห็นได้ว่าเป็นแผนที่สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของรัฐบาลในหลายด้าน แต่ประเด็นที่น่าพิจารณาคือความพยายามผลักดันประเทศไทยให้พ้นจากประเทศที่มีรายได้ปานกลาง หรือเรียกกันติดปากว่า“กับดักรายได้ปานกลาง” ซึ่งแผนพัฒนาฯฉบับนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการผลักดันดังกล่าว
นโยบายที่ต้องการให้ประเทศพ้นจาก “กับดักรายได้ปานกลาง” ถือว่าเป็นนโยบายหรือแนวคิดที่อยู่เบื้องหลัง นโยบายการพัฒนาประเทศของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ดังจะเห็นได้ว่านโยบายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และเศรษฐกิจของประเทศนั้น ต้องการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และพัฒนาแหล่งรายได้ใหม่ๆ หรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคการผลิตของไทยให้มากขึ้น รวมถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ๆที่ใช้เทคโนโลยีสูงขึ้น เพื่อก้าวให้พ้นจากอุตสาหกรรมแบบเดิมที่ใช้เทคโนโลยีและแรงงานเป็นส่วนสำคัญ
แต่การพัฒนาดังกล่าวถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาอย่างมาก ทั้งเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาคน และการดึงดูดนักลงทุนให้มาลงทุนในไทย ซึ่งขณะนี้ผ่านไปกว่า 1 ปี ยังไม่เห็นชัดเจนนักว่าจะเดินสู่เป้าหมายได้เร็วแค่ไหน นั่นแสดงให้เห็นว่าแผนหรือเป้าหมายในการผลิกฟื้นประเทศไปสู่พื้นฐานใหม่นั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ต้องจับตากันต่อไปว่าเป้าหมายของรัฐบาล ที่วางไว้ตามนโยบายการปฏิรูปประเทศนั้นจะสามารถทำได้แค่ไหน และผลที่เกิดขึ้นในระยะยาวจะเป็นไปตามที่วางแผนกันไว้หรือไม่
อย่างไรก็ตาม การก้าวพ้นจากประเทศรายได้ปานกลางนั้น สิ่งสำคัญดูเหมือนที่จะเป็นเรื่องของความต่อเนื่องด้านนโยบาย ว่าทำได้ต่อเนื่องหรือไม่ เพราะนโยบายที่วางไว้หลายด้านได้กำหนดกรอบไว้หลายอย่าง รวมทั้งในบางเรื่องได้กำหนดกรอบเวลาเอาไว้ด้วย ซึ่งขณะนี้มีการประเมินว่าหากทุกอย่างดำเนินไปตามแผนที่วางไว้ ประเทศไทยจะพ้นจากประเทศรายได้ปานกลางอย่างเร็วที่สุดก็ 15 ปี และอาจล่าช้าไปนานเป็น 20 ปี หากเงื่อนไขในประเทศไม่เอื้ออำนวย หรือเกิดความล่าช้าของนโยบายในแต่ละด้าน
อันที่จริง ประเด็นความต่อเนื่องของนโยบาย ถือเป็นเรื่อง“คลาสสิก” อย่างมากสำหรับการเมืองไทย ซึ่งที่ผ่านมามักจะถูกวิพากษ์วิจารณ์สมอว่านโยบายบางด้านที่สำคัญขาดความต่อเนื่อง กล่าวคือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ก็จะส่งผลให้นโยบายมีการเปลี่ยนแปลงหรือเกิดความล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งประเด็นนี้ดูเหมือนว่ารัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะตระหนักดี ทำให้มีความพยายามออกกฎกติกาทางการเมือง เพื่อให้รัฐบาลต่อไปดำเนินนโยบายบางอย่างที่เห็นว่ามีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ
ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และความไม่แน่นอนทางด้านนโยบาย ยังถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ในขณะที่การเมืองเริ่มมีสัญญาณความขัดแย้งเกิดขึ้นอีกครั้ง และความเสี่ยงดังกล่าวก็จะกลายเป็นความเสี่ยงต่อแผนการพัฒนาทั้งหมดที่วางไว้ ซึ่งนั่นหมายความว่านโยบายผลักดันให้ประเทศไทย พ้นจากประเทศรายได้ปานกลางก็จะเผชิญกับความเสี่ยงไปด้วย ซึ่งเราเห็นว่าเสถียรภาพในด้านนโยบายเป็นเรื่องสำคัญ ในการผลักดันประเทศ และตราบใดที่เรายังเผชิญกับความเสี่ยงด้านนี้ก็เป็นเรื่องยากจะทำให้ไทยก้าวพ้นจากกับดักนี้ไปได้






