เมื่อไม่กี่วันมานี้ มีความเคลื่อนไหวของนักเคลื่อนไหว
ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ในการระดมความคิดเห็นเพื่อเสนอรัฐบาล ในการแก้ปัญหาบุกรุกทำลายป่า เพื่อใช้เพาะปลูกพืชผลทางการเกษตรในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะการปลูกข้าวโพดเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ซึ่งมีการเรียกร้องให้รัฐบาลเอาผิดกับธุรกิจเอกชน ที่กระตุ้นให้ชาวบ้านในพื้นที่เพิ่มปริมาณผลผลิตในรูปแบบต่างๆ ซึ่งมีผลให้มีการบุกรุกเขตป่ามากขึ้น ดังที่หลายคนได้เห็นภาคภูเขาหัวโล้นเกิดขึ้น ในหลายจังหวัดภาคเหนือจากการเร่งขยายพื้นที่เพาะปลูก
ประเด็นการขยายพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดในหลายจังหวัด เป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนอย่างยิ่ง ในการวิเคราะห์และประเมินหากต้องการจะออกนโยบายมาดูแล เพราะด้านหนึ่งเป็นเรื่องปากท้องของชาวบ้านที่จำเป็นในการหาเลี้ยงชีพ แต่อื่นอีกด้านหนึ่งเป็นเรื่องของการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ อีกทั้งในระบบเศรษฐกิจเสรีอย่างปัจจุบันเป็นเรื่องยากมากจะไปควบคุมการประกอบธุรกิจ หากไปออกมาตรการควบคุมก็ย่อมส่งกระทบต่อส่วนอื่นตามไปด้วย
ประเด็นเรื่องการขยายพื้นที่เพาะปลูกยิ่งมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น หลังจากปีนี้ไทยประสบปัญหาภัยแล้งอย่างรุนแรง ทำให้พุ่งเป้าไปที่การตัดไม้ทำลายป่าในเขตพื้นที่ภาคเหนือในฐานะเป็นแหล่งต้นน้ำของประเทศ และเริ่มมีการลงพื้นที่สำรวจกันครั้งใหญ่ ทั้งจากหน่วยงานรัฐและองค์กรพัฒนาเอกชน ซึ่งก็ได้ข้อสรุปที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่ามีการบุกรุกพื้นที่ป่าจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่ใช้พื้นที่เหล่านี้ในการปลูกข้าวโพดเพื่อป้อนอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ซึ่งต่อมาก็ได้มีโครงการอนุรักษ์ป่าและการปลูกป่าตามมาจำนวนมาก
การพิจารณาประเด็นปัญหาเพื่อหาทางออก ในเรื่องที่มีความซับซ้อนเช่นกรณีนี้ถือว่าค่อนข้างยุ่งยาก โดยมีประเด็นทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมสิ่งแวดล้อม ซึ่งหากมองประเด็นเศรษฐกิจในภาพใหญ่ก็จะเห็นว่ามีความขัดแย้งในนโยบายเศรษฐกิจของประเทศเอง กล่าวคือ ด้านหนึ่งรัฐบาลมีนโยบายสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศ โดยการส่งเสริมให้ประชาชนผลิตและบริโภค แต่อีกด้านหนึ่งสิ่งเหล่านี้ก็จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรของประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนให้ได้มาซึ่งความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ
แต่ประเด็นการใช้ทรัพยากรของประเทศอย่างไร้ขีดจำกัด ก็เป็นสิ่งขัดแย้งกับผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมตามมา ซึ่งไม่เพียงแต่อุตสาหกรรมนี้เท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นกับหลายๆอุตสาหกรรมที่เร่งใช้ทรัพยากรในประเทศเร่งผลิตสินค้าจำหน่าย แต่หากจะไปควบคุมการใช้ทรัพยากรของประเทศก็จะไปขัดกับหลักเศรษฐกิจเสรีที่รัฐบาลทุกรัฐบาลยึกเป็นแนวคิดในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้นจึงเป็นปัญหาที่ยุ่งยากการตัดสินใจเชิงนโยบายว่าจะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร
แน่นอนว่าวิธีการแก้ปัญหาของภาครัฐทุกยุคทุกสมัย ในการดูแลพื้นที่ป่าไม้ของประเทศ คือการขีดเส้นเขตพื้นที่ป่าและให้คนออกนอกพื้นที่ แม้จะมีบางพื้นที่ยินยอมให้ประชาชนใช้ประโยชน์จากป่าได้ อีกวิธีหนึ่งการปลูกป่าในเขตพื้นที่เสื่อมโทรมของรัฐ ซึ่งที่ผ่านมา วิธีการนี้ไม่ประสบความสำเร็จมากนักในการเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศ เพราะจากข้อมูลล่าสุดของกรมป่าไม้ แม้จะดำเนินนโยบายในลักษณะนี้มานาน แต่ก็ปรากฏว่าพื้นที่ป่าไม้ของชาติ้กลับลดลงเรื่อยๆ
เราเห็นว่าประเด็นปัญหานี้กำลังกลายเป็นเรื่องสำคัญระดับประเทศ ที่จำเป็นต้องมีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร ด้านหนึ่งเป็นความจำเป็นทางเศรษฐกิจ แต่อีกด้านหนึ่งเป็นเรื่องความมั่นคงทางด้านสิ่งแวดล้อม โดยความขัดแย้งของสองหลักการนี้ไม่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้นที่มีปัญหา แต่เป็นประเด็นที่สร้างปัญหามาแล้วหลายประเทศทั่วโลก ดังนั้นหากเราไม่มีนโยบายที่ชัดเจนหรือวิธีการแก้ปัญหาที่ดีพอ ก็จะเกิดความขัดแย้งในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงบเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องหาความดี ระหว่างแนวนโยบายพัฒนาอย่างยั่งยืนกับแนวนโยบายสร้างการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศ






