หลายคนแปลกใจ และนำไปคิดวิเคราะห์กันต่างๆ นานา
ว่าเหตุใด คสช.จึงกล้าเดินหน้าจับกุมบุคคล ที่คิดเห็นแตกต่างจากรัฐบาลและผู้มีอำนาจ อย่างไม่สนใจเสียงค้านทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ตอบกันแบบตรงไปตรงมาก็คือ สาเหตุที่ คสช.เขากล้าทำ เพราะประเมินแล้วว่ากระแสต้าน “จุดไม่ติด”
สาเหตุของสาเหตุ ก็คือ
1. ประชาชนเบื่อการเมือง เบื่อม็อบ เบื่อความขัดแย้ง ซึ่งเมื่อ คสช.ยังสกัดม็อบ และไม่ขยายวงความขัดแย้งเชิงกายภาพบนท้องถนนได้ ก็ทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยยังสนับสนุน
2. บทบาทของนักการเมืองจากการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา ไม่สามารถสถาปนาความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้ว่ายึดประโยชน์ของคนส่วนใหญ่จริง มีแต่ข่าวฉาวเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน มุ่งผลประโยชน์เฉพาะตนเองและพวกพ้อง เอาชนะคะคานกัน ไม่มีใครยอมถอยเพื่อรักษาประเทศหรือกติกาเอาไว้ นอกจากอ้างเพียงลมปาก กลไกที่ถูกสร้างมาตรวจสอบนักการเมืองถูกแทรกแซงจนพิกลพิการ กลายเป็นองค์กรรับใช้ผู้ชนะทางการเมืองในแต่ละยุค
3. ปัญหาของสังคมไทยเอง ที่ไม่ได้ยึดมั่นในหลักการด้านสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง เพียงแต่เอามาอ้างในบางครั้ง เพื่อสนับสนุนฝ่ายที่ตนเองชื่นชอบ หรือทำลายฝ่ายที่ตนเองเกลียดชัง
ข้อ 3 นี้สำคัญ เพราะถ้าสังคมไทยยึดมั่นในเรื่องสิทธิเสรีภาพจริง ก็จะส่งผลให้ปัญหาข้อ 1 และข้อ 2 ไม่เกิดขึ้น เช่น การยึดอำนาจโดยทหารจะกระทำไม่ได้ เพราะเป็นการล้มล้างกฎหมาย และละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนอย่างร้ายแรงที่สุด (ล้มรัฐบาลที่ประชาชนเลือกตั้งมา) หรือถ้าประชาชนตื่นตัวเรื่องสิทธิเสรีภาพ ก็จะส่งผลควบคุมนักการเมืองไม่ให้ย่ามใจทำอะไรผิดๆ อย่างที่ผ่านมา (เช่น ออกกฎหมายนิรโทษกรรมตอนตี 3 ตี 4)
ตัวอย่างที่อาจเป็นตลกร้ายของสังคมไทย ว่าไม่ได้ต่อต้านการละเมิดสิทธิอย่างร้ายแรงแม้ในระดับปัจเจก กลายเป็นประเทศที่นิยมชมชอบการละเมิดสิทธิ์ ก็เช่น เวลามีคดีข่มขืน ตำรวจมักพาผู้ต้องหาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ต้องมีคนรอกระทืบทำร้ายผู้ต้องหา ทั้งๆ ที่เรื่องทำแผนฯนี้ นักกฎหมายหลายคนยืนยันว่าไม่ใช่สาระสำคัญของคดี ประมวลกฎหมายอาญาที่แก้ไขใหม่มานานแล้ว ก็ไม่ให้ศาลเชื่อคำสารภาพในชั้นสอบสวน การเอาผู้ต้องหามาแถลงข่าว ก็ผิดระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่มีกฎหมายรองรับ แต่ก็เห็นแถลงกันทุกวัน ตำรวจบางคนติดชื่อคนร้ายประจาน บังคับให้กินอาหารโชว์ ปรากฏว่ามีแต่คนสะใจ
นโยบายประกาศสงครามกับยาเสพติดของรัฐบาลในอดีต มีฆ่าตัดตอนหลายพันศพ เสียงด่าเบากว่าเสียงแซ่ซ้องชื่นชม
คดีอุ้มหายทนายสมชาย ศาลฎีกาตัดสินยกฟ้อง แต่ไม่มีปฏิกิริยาของสังคมตามมา
ที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เหตุการณ์กรือเซะ ก็ไม่ต่างอะไรกับการวิสามัญฆาตกรรมหมู่ มีผู้เสียชีวิตกว่าร้อย แต่ไม่มีคดีขึ้นสู่ศาล จบแค่ชั้นอัยการ (นี่ยิ่งกว่ามี พ.ร.บ.ชะลอฟ้อง หรือ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม) ส่วนเหตุการณ์ตากใบ ปลายปี 47 มีการจับคนถอดเสื้อ มัดมือไพล่หลัง โยนขึ้นไปเรียงซ้อนกันบนรถจีเอ็มซี จนขาดอากาศหายใจ ตายไป 78 ศพ ไม่มีอะไรตามมา ยกเว้นจ่ายเยียวยาแล้วจบ ส่วนคดีไม่มีขึ้นสู่ศาลเช่นกัน ทหารระดับแม่ทัพก็เติบโตจนเป็นพลเอก คลิปวีดิโอบันทึกภาพเหตุการณ์ที่ออกมา เต็มไปด้วยภาพเตะ ถีบ กระทืบ แต่ไม่มีการสอบสวนเอาผิดใคร แถมคนภาคอื่นจำนวนไม่น้อยยังสะใจ เชียร์ให้เล่นงานหนักๆ
การพิทักษ์สิทธิมนุษยชนจะเกิด ไม่ใช่แค่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ไม่ใช่ปล่อยให้องค์กรต่างชาติออกมาเรียกร้อง แต่ต้องเกิดจากตัวเราเอง จิตสำนึกของคนในชาติเอง ต้องไม่คิดว่าธุระไม่ใช่ กฎหมายละเมิดอย่างไร ถ้าเราเงียบๆ ไว้ก็ไม่โดน ถ้าคิดแบบนี้ บ้านเมืองก็จะเป็นเช่นนี้ โทษใครไม่ได้ นอกจากโทษตัวเอง
การปกป้องสิทธิผู้อื่นไม่ให้ถูกละเมิด แท้ที่จริงแล้วก็คือการปกป้องสิทธิของตัวเอง เพราะไม่มีใครรู้ว่าวันข้างหน้าคนที่โดนอาจจะเป็นเรา โดยเฉพาะในยุคที่คำว่า “จ้า” ยังพาคนเข้าคุกได้






