ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม ผมรู้สึกว่าประเทศไทย เศรษฐกิจไทยได้กลับเข้ามาอยู่ในความสนใจของนักลงทุน ต่างประเทศอีกครั้ง
สังเกตได้จากการขอนัดหมายและคำถามต่างๆ เกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยและประเทศไทยที่ผมถูกถามมากขึ้น ทั้งจากนักลงทุนสถาบันและองค์กรระหว่างประเทศ ที่ถามส่วนใหญ่คงต้องการฟังความเห็นเกี่ยวกับอนาคตของประเทศและเศรษฐกิจว่ามองอย่างไร รวมถึงขอความเห็นเรื่องนโยบาย เท่าที่สังเกต ที่นักลงทุนถามมีทั้งจากความสนใจในประเทศไทยที่กลับมามีมากขึ้น และจากความห่วงใยในเงินลงทุนที่เขามีอยู่ในประเทศไทย ก็เลยต้องการฟังความเห็นจากบุคคลต่างๆ ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีที่เขาสนใจประเทศเราและคงต้องช่วยกันชี้แจง ซึ่งประเด็นที่ถามบ่อยก็คือ การเมือง นโยบายการเงิน และการปฏิรูป วันนี้ก็เลยอยากนำมาประเด็นที่นักลงทุนต่างประเทศสนใจขณะนี้มาแชร์ เพื่อเป็นข้อมูลให้กับนักลงทุนในประเทศและผู้ทำนโยบาย
เรื่องการเมือง เท่าที่สังเกต ประเด็นที่นักลงทุนสนใจมากก็คือ สิ่งที่จะเกิดขึ้นจากนี้ไปและผลที่จะมีต่อเสถียรภาพของการเมือง และเศรษฐกิจหลังการเปลี่ยนผ่านที่กำลังจะเกิดขึ้นจากการเลือกตั้งในปีหน้า ทั้งในประเด็นความมีเสถียรภาพของการเมืองในประเทศและผู้ที่จะมาบริหารประเทศรวมถึงทิศทางของนโยบายเศรษฐกิจหลังเลือกตั้ง ทั้งสองประเด็นนี้ต้องบอกว่าอยู่ในความสนใจของนักลงทุน
ในแง่เสถียรภาพของการเมือง หลังวิกฤติเศรษฐกิจเอเชียปี 2540 ที่กระทบหลายประเทศในเอเชียทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง ประเทศไทยดูเหมือนจะเป็นประเทศเดียวที่ยังไม่สามารถสร้างความต่อเนื่องให้กับระบบการเมืองแบบเลือกตั้งได้ เทียบกับประเทศที่มีปัญหาพร้อมๆ กับเราในช่วงนั้น เช่น เกาหลีใต้ หรืออินโดนีเซีย รวมถึงประเทศอย่างฟิลิปปินส์ ที่ประเทศเหล่านี้สามารถมีการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองได้ต่อเนื่องในระบบเลือกตั้ง ไม่มีปฏิวัติรัฐประหาร นายกรัฐมนตรีเข้ามาและออกไปตามกติกาการเมือง และถ้าเทียบกับประเทศสังคมนิยมเดิมที่เพิ่งเข้ามาในระบบเลือกตั้งไม่นาน เช่น กัมพูชา หรือประเทศที่เคยอยู่ในระบบการปกครองโดยทหารมาก่อน เช่น เมียนมาร์ การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองภายใต้ระบบเลือกตั้งตามกติกาที่มีอยู่ก็สามารถทำได้ไม่ติดขัด ทำให้การเมืองดูมีเสถียรภาพ คำถามที่นักลงทุนถามมากในกรณีของไทยก็คือ วงจรเปลี่ยนผ่านที่ไม่ต่อเนื่องอย่างที่ได้เกิดขึ้นจะมีต่ออีกหรือไม่หลังการเลือกตั้งปีหน้า นี่คือคำถามแรก
อีกคำถามที่ถามบ่อยก็คือ ประเทศไทยจะมีโอกาสเห็นคนหน้าใหม่ๆ เข้ามาเป็นผู้นำทางการเมืองหรือไม่จากการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น จะมาจากคนนอกระบบการเมืองปัจจุบัน หรือนอกกลุ่มผู้เล่นปัจจุบันที่จะสร้างความแตกต่างหรือสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศได้ เหมือนกรณีประธานาธิบดี โจโควี (Joko Widodo) ของอินโดนีเซียที่มีพื้นเพเป็นคนธรรมดา แต่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศได้ ทำการเมืองที่มุ่งแก้ไขปัญหาที่ประชาชนมี มากกว่าทำการเมืองเพื่อประโยชน์ของพรรคหรือพวก หรือของกลุ่มทุนที่สนับสนุน หรือกรณีฟิลิปปินส์ที่กำลังจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีเร็วๆ นี้ ที่มีผู้สมัครหน้าใหม่หลายคนเข้าแข่งขัน และประชาชนก็มุ่งที่จะเลือกคนดี คนใหม่ ซึ่งแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งได้จากผลงานของประธานาธิบดีคนที่กำลังจะหมดเทอมไป ที่ได้ต่อสู้กับปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง จนสามารถกู้ภาพลักษณ์ของประเทศในเรื่องคอร์รัปชัน ชี้ว่าผู้นำที่ทำจริงสร้างการเปลี่ยนแปลงได้
ผมคิดว่า ที่นักลงทุนสนใจประเด็นเรื่องผู้นำก็เพราะผู้นำเกี่ยวข้องโดยตรงกับทิศทางและคุณภาพของการทำนโยบาย ซึ่งสำคัญมากต่อการแก้ไขปัญหา และสำคัญมากในกรณีของประเทศเรา เพราะเรามีปัญหาที่ต้องแก้ไขมาก ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าแม้ระบบการเมืองของเราจะเปิดในแง่มีการเลือกตั้ง แต่ก็ปิดในแง่ตัวผู้นำ คือ ผู้นำมักมาจากกลุ่มคนเดิมๆ พรรคเดิมๆ สลับเปลี่ยนกันเข้ามาเป็นตัวแทนพรรค ตัวแทนกลุ่ม ตัวแทนครอบครัว ทำให้การทำนโยบายมักจะมองสั้น และให้ความสำคัญมากเฉพาะเรื่องที่กลุ่มตนสนใจหรือได้ประโยชน์ ทำให้ปัญหาโครงสร้างที่มีอยู่ ที่สำคัญต่อประเทศถูกหมักหมม ไม่ได้แก้ไข
สำหรับเรื่องนโยบายการเงิน ส่วนใหญ่เป็นคำถามเรื่องการทำนโยบายการเงินและสัญญาณที่ออกไปจากการทำนโยบายการเงิน ซึ่งที่ถูกถามบ่อยก็คือ
หนึ่ง การดำเนินนโยบายการเงินภายใต้กรอบอัตราเงินเฟ้อเป้าหมาย (inflation targeting) ของ ธปท.จริงจังแค่ไหน เพราะที่ผ่านมาปีกว่าที่อัตราเงินเฟ้อของไทยติดลบมาตลอด (จนถึงเดือนเมษายนนี้) ซึ่งต่ำมากเมื่อเทียบกับเป้าอัตราเงินเฟ้อที่ ธปท.ประกาศ แต่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. กลับไม่ค่อยเปลี่ยนหรือปรับลดลงตามที่ควรจะเป็น ทำให้ไม่แน่ใจว่าการดำเนินนโยบายการเงินใช้กรอบอัตราเงินเฟ้อเป้าหมายจริงหรือไม่ นี่เป็นเรื่องของวินัยในการดำเนินนโยบาย
สอง คือ ประเด็นความเป็นผู้นำของธนาคารกลางในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ที่ปรกติธนาคารกลางจะเป็นผู้ส่งสัญญาณชี้นำการปรับขึ้นลงอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ ผ่านการปรับขึ้นลงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่มาจากการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน แต่ล่าสุดของเรา คณะกรรมการนโยบายการเงินของ ธปท. ไม่ได้ปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เมื่อการประชุมครั้งล่าสุดเดือนมีนาคม ยังยืนอยู่ที่ระดับ 1.50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งชี้ว่าเป็นระดับที่เหมาะสมกับเศรษฐกิจ แต่หลังจากนั้น ธนาคารพาณิชย์ใหญ่ห้าแห่งพร้อมใจกันปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเอง ไม่ตรงกับสัญญาณที่คณะกรรมการนโยบายการเงินสื่อสารออกมา ทำให้สับสนว่าเกิดอะไรขึ้น ใครเป็นผู้กำหนดนโยบายการเงิน และมีการเมืองแทรกแซงในการทำหน้าที่ของ ธปท. หรือไม่ นอกจากนี้ที่นักลงทุนห่วงก็คือ จากนี้ไปเมื่อคณะกรรมการนโยบายการเงินส่งสัญญาณให้ธนาคารพาณิชย์ปรับลดอัตราดอกเบี้ย ตลาดจะมีความมั่นใจได้อย่างไรว่าธนาคารพาณิชย์จะปฏิบัติตาม
คำถามเรื่องนโยบายการเงินทั้งหมดนี้ ผมว่าอาจเกิดจากการสื่อความของคณะกรรมการนโยบายการเงินที่อาจไม่ครบถ้วนในประเด็นสำคัญ ทำให้ตลาดไม่เข้าใจและมีคำถาม ผมเองก็พยายามตอบเท่าที่จะทำได้ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าถูกต้องแค่ไหน คิดว่าถ้าผู้ที่เกี่ยวข้องมีการชี้แจงให้ตลาดทราบมากขึ้นก็จะช่วยลดข้อสงสัยต่างๆ และช่วยรักษาความน่าเชื่อถือของนโยบายการเงิน
เรื่องที่สาม คือ เรื่องปฏิรูป ซึ่งถือว่าเป็นคำถามยอดฮิต โดยเฉพาะการปฏิรูปเศรษฐกิจซึ่งนักลงทุนมองว่าเป็นประเด็นสำคัญมากและจำเป็นมากสำหรับเศรษฐกิจไทย จากปัจจุบันที่เศรษฐกิจขาดความสามารถในการแข่งขัน ค่าจ้างแรงงานในประเทศได้เพิ่มสูงขึ้นมาก ทำให้เศรษฐกิจต้องปรับไปสู่การใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยี นวัตกรรม ระบบดิจิตัล ข้อมูลข่าวสารมากกว่าปัจจุบัน เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งหมายถึงประเทศต้องปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจ ปฏิรูประบบต่างๆ ที่มีอยู่ในเศรษฐกิจ และสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันเศรษฐกิจ ทั้งในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ระบบการศึกษา เทคโนโลยี ระบบการเงินและตลาดทุน ตลาดแรงงาน กฎระเบียบและธรรมาภิบาล
สิ่งเหล่านี้จำเป็นต่ออนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศ เรื่องนี้ผมทราบว่าทางการกำลังทำเยอะ ทำหลายอย่าง แต่นักลงทุนอาจไม่ทราบ ทำให้รู้สึกว่าไม่มีความก้าวหน้า เลยโยงความไม่ก้าวหน้าไปถึงข้อจำกัดด้านการเมือง ความร่วมมือของข้าราชการ รวมถึงแรงต้านจากกลุ่มธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากระบบปัจจุบัน
ทั้งหมดนี้ คือคำถามที่นักลงทุนถามและให้ความสนใจเกี่ยวกับประเทศและเศรษฐกิจไทยขณะนี้ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ดีที่นักลงทุนกลับมาให้ความสนใจกับประเทศไทยอีก ดังนั้นเราควรต้องช่วยกันตอบ ช่วยกันชี้แจง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน ใครที่ตอบได้ หรือรู้คำตอบก็ควรตอบ หรือจะช่วยบอกให้ทราบก็ได้ จะได้ช่วยกันตอบ






