ถ้า “นวัตกรรม” คืออนาคตของประเทศ
การสร้าง“ผู้ประกอบการรุ่นใหม่” ในทุกวงการด้วยการส่งเสริมผลักดัน startups หรือธุรกิจแรกเริ่มจะเป็นหัวใจของการสร้างนักธุรกิจรุ่นใหม่
ผมเห็นคำประกาศงาน Startup Thailand 2016 ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ที่จะจัดพร้อมหน่วยงานอีกมากมายหลายแห่งเริ่มพรุ่งนี้ถึงวันที่ 1 พ.ค.แล้ว ก็หวังว่าจะจุดประกายของความหวังให้ประเทศไทยเป็น Startup Nation อีกชาติหนึ่งเหมือนที่หลายประเทศประสบความสำเร็จมาแล้ว
เป้าหมายของโครงการนี้เห็นเขาเรียกว่า National Campaign Startup Thailand คือการระดมผู้ประกอบการรายใหม่ที่เรียกว่า Startup ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ให้มารวมตัวกันเพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพ ของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการสร้างผู้ประกอบการ นักคิด นักสร้างสรรค์รายใหม่ที่ใช้กรอบของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเป็นกระบวนการนำทางไปสู่เป้าหมายหรือ Startup ในระดับนานาชาติให้ได้
การสร้างผู้ประกอบการรายใหม่ ๆ ที่ขาดทุนทรัพย์ แต่มีสมอง มีความคิดสร้างสรรค์เป็นหัวใจของการสร้างชาติ เพราะที่ประเทศไทยติดอยู่ใน “กับดักรายได้ปานกลาง” มาช้านาน ไม่สามารถข้ามไปสู่ประเทศรายได้ชั้นสูงเหมือนประเทศสิงคโปร์หรือเกาหลีใต้ ไต้หวันได้ก็เพราะจมปลักอยู่กับอุตสาหกรรมและการเกษตรแบบเก่า ไม่มีการส่งเสริมให้เกิดความกล้าคิดกล้าทำใหม่ ๆ ที่จะสร้างนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าในด้านต่าง ๆ
ระบบการศึกษาไทยไม่เอื้อต่อความคิดสร้างสรรค์ เพราะเราไม่ส่งเสริมให้เกิด critical thinking หรือ “คิดวิเคราะห์” เราจึงไม่ค่อยได้ยินนักคิดประดิษฐ์อายุน้อย ที่สร้างสรรค์จากความคิดแปลกแยกเหมือนบิล เกตส์ที่สร้างไมโครซอล์ฟ สตีฟ จ๊อบส์ที่เปลี่ยนโลกด้วยแอปเปิล หรือมาร์ค ซักเกอร์เบอร์กที่สร้างสรรค์เฟซบุ๊คให้เป็นชุมชนออนไลน์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกวันนี้
เราจะมีนักคิดแบบ startups ได้ต้องย้อนกลับไปปฏิวัติการเรียนการสอน ให้เด็กไทยกล้าคิดกล้านำเสนอและกล้าตั้งคำถาม
เราจะเป็นศูนย์กลางแห่ง startups ในภูมิภาคนี้แข่งกับสิงคโปร์ได้ ก็ต้องยกเครื่องระบบการศึกษาและวิธีคิดของผู้นำประเทศ และส่งเสริมให้คนดีคนเก่งรุ่นใหม่ เข้ามามีส่วนที่จะเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมือง สังคมและการศึกษา
การผลักดันให้เด็กไทยสนใจวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และนวัตกรรมก็ต้องเคียงคู่ไปกับการสอนจริยธรรม ศิลปะและความใส่ใจในค่านิยมแห่งมนุษย์ที่ถูกต้อง ไม่ใช่สอนให้เด็กเชื่อว่าความสำเร็จอยู่ที่ความร่ำรวยทางด้านวัตถุเท่านั้น หากแต่จะต้องมีความมุ่งมั่นทุ่มเทที่จะสร้างสรรค์สิ่งที่สวยงาม มีประสิทธิภาพ ยกระดับคุณภาพของความเป็นคนในยุคทันสมัย และมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน ขณะที่จะไม่ยอมให้มาตรฐานแห่งจริยธรรมและธรรมาภิบาลย่อหย่อนหรือ “หยวน ๆ แบบไทย ๆ” จนไม่สามารถบรรลุเป้าหมายระดับสากลได้
ผมเห็นด้วยกับการจัดงาน Startup Thailand 2016 แต่จะต้องไม่ใช่เป็นเพียงการจัดงานครั้งเดียว เพื่อให้ได้ชื่อว่าได้สนองนโยบายรัฐบาลเท่านั้น แต่จะต้องเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการสร้างกระแส ให้เกิดการกระตุ้นให้มีบรรยากาศแห่งนวัตกรรมในทุกภาคส่วนของสังคมอย่างต่อเนื่อง
สิงคโปร์พยายามทำให้ตัวเองเป็น “ฮับแห่งนวัตกรรม” ของอาเซียนด้วยการทุ่มทั้งเงิน คนและผลักดันนโยบายเรื่องนี้อย่างจริงจัง ตั้งแต่หัวขบวนคือนายกรัฐมนตรีมาถึงเด็กนักเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาล
ไม่มีเหตุผลอะไรที่ไทยจะต้องแพ้สิงคโปร์ในเกือบทุกเรื่อง และที่สิงคโปร์นำไทยในเรื่องสำคัญ ๆ นั้นเพราะเรายังติดกับดักแห่ง “ระบบอุปถัมภ์” และ “ค่านิยมล้าหลัง” อันเป็นสาเหตุหลักที่เรายังไม่อาจลุกขึ้นมาทำเรื่อง startup อย่างจริงจัง
ถ้าเราไม่ stand up เราก็ไม่อาจจะ start up ได้แน่นอน






