อองซานซูจีในฐานะ “ที่ปรึกษาแห่งรัฐ”
และ “รัฐมนตรีต่างประเทศ” พม่าเชิญนักการทูตจากกว่า 60 ประเทศปิดประตูคุยกัน และประกาศ “วิสัยทัศน์ใหม่” (New Vision) ของทิศทางนโยบายต่างประเทศสำหรับพม่า ภายใต้การบริหารใหม่อย่างน่าสนใจยิ่ง
นักข่าวไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าฟัง แต่เนื้อหาของถ้อยแถลงของเธอ ก็หลุดรอดออกมาให้ได้วิเคราะห์กันอย่างกว้างขวาง
จะให้นักการทูตเป็นร้อยคนเงียบงัน ไม่เล่าขานเรื่องราวอย่างนี้ให้คนข่าวฟังได้อย่างไร
ผมได้รับทราบมาเช่นกันว่าอองซานซูจี ตั้งใจจะเล่นบทบาทของผู้นำรัฐบาลใหม่อย่างคึกคักเข้มข้นแน่นอน และประสบการณ์ของเธอตลอดชีวิต คือการสัมผัสกับความเห็นของประชาคมโลก
ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คือเธอประสบความสำเร็จ ในการต่อสู้กับเผด็จการทหาร จนสามารถกดดันให้พม่าก้าวสู่ประชาธิปไตยถึงวันนี้ เพราะเธอขับเคลื่อนกิจกรรมกับเวทีระหว่างประเทศนี่แหละ
อองซานซูจีบอกกับนักการทูตต่างประเทศว่าเธอต้องการเห็น “ความสัมพันธ์ที่เปิดกว้างกับเพื่อนบ้านและเพื่อนจากแดนไกล”
เธอยืนยันว่าภายใต้การปกครองของรัฐบาลของเธอนั้น ทุกปัญหาระหว่างประเทศย่อมสามารถแก้ไขได้ด้วยการเจรจา “หากมีความเคารพและความเข้าใจซึ่งกันและกัน”
เธอตอกย้ำถึงความสำคัญของ “ความฉลาดเฉลียว เจตนาดีต่อกันและความพร้อมจะเรียนรู้ถึงคนอื่น” (“intelligence, goodwill and eagerness to learn about others.”)
เธอจึงสรุปสั้น ๆ ว่านโยบายต่างประเทศใหม่ของพม่าคือ “เราต้องเรียนรู้เกี่ยวกับคนอื่นถ้าเราจะคบหาส่วนอื่น ๆ ของโลก”
รัฐมนตรีต่างประเทศพม่าคนนี้ไม่ใช่เป็นเพียงแค่รัฐมนตรีธรรมดา หากแต่มีอิทธิพลและบารมีอยู่เหนือประธานาธิบดีด้วยซ้ำไป ดังนั้นสิ่งที่เธอพูดจึงมีความหมายเป็นพิเศษ
นโยบายต่างประเทศที่เธอชี้แจงค่อนข้างจะถ่อมตัวและเปิดกว้าง และถามหาความเข้าใจและความเห็นใจจากประเทศต่าง ๆ โดยไม่เน้นว่าจะต้องคบหากับประเทศมหาอำนาจขั้วใดขั้วหนึ่ง
เธอบอกว่า “เราต้องการคบหากับคนทั้งโลก ต้องการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เราต้องการจะเรียนรู้จากท่านว่าเราจะปรับปรุงความสัมพันธ์ให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นได้อย่างไร”
ลึก ๆ แล้วอองซานซูจีแจ้งกับนักการทูตต่างประเทศ ว่าเธอจะสร้างความสมานฉันท์ในประเทศ โดยเฉพาะกับกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหลาย เพื่อให้เกิดความสงบในบ้านก่อนขณะที่จะยื่นมือออกไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก
นักการทูตหลายชาติบอกนักข่าวหลังการพบกับอองซานซูจี ว่าถ้อยแถลงของเธอฟังดูแล้วให้ความหวังทางบวก เพราะสารที่ออกมานั้นตอกย้ำถึงการต้องการ นำพาพม่าไปสู่เส้นทางประชาธิปไตยและนิติรัฐ เคารพในเสรีภาพแห่งการแสดงความคิดเห็น และมุ่งสู่นโยบายเศรษฐกิจเสรีที่เปิดกว้าง
ที่สำคัญกว่านั้นคือการที่เธอบอกกับตัวแทนจากประเทศต่าง ๆ ว่าเป้าหมายหลักของรัฐบาลของเธอ ที่มาจากอาณัติอันล้นหลามของประชาชน คือการยกระดับมาตรฐานของคุณภาพชีวิตของชาวพม่าทั่วประเทศ
เพราะเธอตระหนักดีว่านโยบายต่างประเทศที่ดีและได้ผลนั้น จะต้องอยู่บนพื้นฐานของความพึงพอใจ ของประชาชนในประเทศต่อความเป็นอยู่ของตนเสียก่อน
เพราะหากคนในบ้านยังไม่รู้สึกว่าชีวิตดีกว่าเก่า ไม่ว่ารัฐบาลจะประกาศนโยบายต่างประเทศสวยหรูเพียงใด ก็หาได้มีผลทางบวกแต่อย่างไรไม่
พม่าวันนี้ได้เปรียบหลายชาติตรงที่ได้แรงสนับสนุนหลาย ๆ ด้านจากประเทศต่าง ๆ ที่ต้องการเห็นประเทศนี้ก้าวข้ามการเมืองยุคเผด็จการทหาร สู่ความเป็นประชาธิปไตยที่ยั่งยืนและมีเสถียรภาพ พร้อมกับแก้ปัญหาเรื้อรังสั่งสมมายาวนาน
สิ่งท้าทายมากมายรออยู่ข้างหน้า แต่หาก “วิสัยทัศน์ใหม่” ของอองซานซูจีสามารถเปิดฉากใหม่ให้กับพม่าในประชาคมโลก นั่นย่อมเป็นนิมิตหมายที่น่าสนับสนุนจากประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง

