เป็นอีกครั้งหนึ่งที่พ่อมดการเงิน แห่งวอลล์สตรีท “จอร์จ โซรอส”
ออกมาเตือนภัยปัญหาหนี้ใหม่ของจีน ที่พุ่งขึ้นในช่วงไตรมาสแรกปีนี้จำนวน 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นหนี้สินเชื่อที่เรียกว่า “Social Financing” โดยพยายามเปรียบเทียบปัญหาหนี้จีนในขณะนี้ คล้ายคลึงกับสิ่งที่ที่เกิดขึ้นในสหรัฐช่วงปี 2007-2008 จนกลายเป็นวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ที่เกิดจากวิกฤตการณ์ซับไพรม์ เนื่องจากฟองสบู่แตกทางด้านอสังหาริมทรัพย์ จนลุกลามกลายเป็นวิกฤติการเงินโลกในเวลาต่อมา โดยนายโซรอสได้กล่าวในระหว่างการเข้าร่วมงานเสวนาของเอเชีย โซไซตี้ ที่นิวยอร์ค สหรัฐ เมื่อวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา โดยระบุว่าอัตราการเติบโตของการปล่อยสินเชื่อในระบบการเงินจีนนั้น ถือว่าเป็นสัญญาณเตือนภัยที่น่ากลัว โดยในเดือนเดียวของเดือนที่แล้วมีการปล่อยกู้ของสินเชื่อใหม่ถึง 2.34 ล้านล้านหยวน หรือราว 3.62 แสนล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่มีการประเมินค่าเฉลี่ยจากการเซอร์เวย์ของ “บลูมเบอร์ก” ที่ 1.4 ล้านล้านหยวน ซึ่งก่อนหน้าที่จะเกิดวิกฤติการเงินในสหรัฐนั้น ได้มีการปล่อยกู้สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ด้อยคุณภาพ หรือหนี้ซับไพรม์สจำนวนมหาศาล และนำไปสู่การล่มสลายของเลห์แมน บราเธอร์ส ปี 2008 ในที่สุด
การส่งสัญญาณเตือนของนายโซรอสนั้นนับเป็นครั้งที่สอง หลังจากที่เคยกล่าวไว้ในเวทีเวิลด์ อิโคโนมิค ฟอรัม มาครั้งหนึ่งในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ว่าจีนไม่อาจจะหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจที่ต้องเจอกับ “ฮาร์ดแลนด์ดิ้ง” ได้ โดยในครั้งนั้นทางการจีนได้ออกมาตอบโต้อย่างรุนแรงระบุท่าทีของนายโซรอสว่าพยายามที่จะเปิดสงครามทางการเงินกับจีน เนื่องจากช่วงต้นปีมานี้เงินหยวนถูกโจมตีอย่างหนัก ทำให้ทางการจีนต้องออกมาปกป้องค่าเงินหยวนโดยดึงดอกเบี้ยในตลาดเงินระยะสั้นให้ทะยานขึ้น แต่ในที่สุดก็ยินยอมปรับลดค่าเงินหยวนเทียบกับดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง 5-6% จากปลายปีที่แล้ว เนื่องจากการส่งออกของจีนที่ตกต่ำลง แต่ขณะเดียวกันทางการจีนก็ทำการอัดฉีดเงินทุกๆ เดือนตั้งแต่ต้นปีมานี้เพื่อพยุงสภาพคล่องในตลาดหุ้นของจีน รวมทั้งหล่อเลี้ยงสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจ
ส่งผลต่อความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่มีมากขึ้น โดยเฉพาะความเสี่ยงของหนี้เสียที่เป็นเอ็นพีแอลมีมากขึ้นโดยเฉพาะผู้กู้ที่ด้อยคุณภาพ ทั้งนี้มีรายงานบางกระแสชี้ว่าเอ็นพีแอลของระบบสินเชื่อของจีนตั้งแต่เดือนธันวาคม 2014 ถึงธันวาคม 2015 นั้นมีอัตราที่เพิ่มขึ้นถึง 50% ขณะที่ตัวเลขเอ็นพีแอลเป็นทางการยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 2% ของสินเชื่อทั้งหมด
พ่อมดการเงินโซรอสยังคาดการณ์ว่าจีนอาจจะเจอภาพรวม ของปัญหาหนี้ในสัดส่วนต่อจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) ที่พุ่งสูงถึง 350% ในระยะต่อไป ขณะที่หลายสำนักเศรษฐกิจของธนาคารต่างชาติรายงานว่าปัจจุบันหนี้ของจีนต่อจีดีพีมีสัดส่วนอยู่ที่ 250% ซึ่งหากขนาดเศรษฐกิจจีนหดตัวลงสัดส่วนของหนี้อาจจะเพิ่มขึ้นเป็น 300% ของจีดีพีภายในปีนี้หรือต้นปีหน้า นอกจากนี้นายโซรอสยังเชื่อว่ามาตรการต่อต้านคอร์รัปชันที่เป็นแคมเปญของรัฐบาลจีนจะส่งผลให้เกิดกระแสเงินทุนไหลออกซึ่งจะทำให้ประชาชนจีนทั่วไปตื่นตกใจพากันโยกเงินออก อย่างไรก็ตามสื่อของจีนกลับมีการรายงานโต้ตอบว่า พ่อมดการเงินโซรอสนั้นได้เดิมพันด้วยเงิน 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์เพื่อเก็งกำไรในค่าเงินหยวนจากการที่พยายามเปิดสงครามคำพูดต่างๆ แต่สื่อจีนก็ระบุว่าจีนจะผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความยุ่งยากทางการเงินนี้ไปได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องยากในขณะนี้ก็ตาม โดยที่จีนจะยังคงเดินหน้าในการปฏิรูประบบการเงินอย่างต่อเนื่อง ภายใต้เศรษฐกิจที่เติบโตจากภายในประเทศ ในระดับที่ไม่ต่ำกว่า 6-6.5% ต่อปี โดยทิศทางเศรษฐกิจของจีนจะเป็นการพึ่งพาการลงทุนจากภาครัฐ และการลงทุนผ่านรัฐวิสาหกิจเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ มากกว่าจะเป็นการลงทุนจากภาคเอกชน
นอกเหนือจากความเสี่ยงของเศรษฐกิจจีน ที่ยังมีปัจจัยความไม่แน่นอนค่อนข้างมาก แต่เรายังคงต้องจับตามองเศรษฐกิจในอีกฟากหนึ่ง เมื่อธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) มีการประชุมนโยบายการเงินเมื่อวันพฤหัสบดี โดยที่ประชุมมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในตลาดซื้อคืนพันธบัตรที่ระดับ 0% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมยืนอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ฝากที่ระดับ -0.4% และยังคงวงเงินในการซื้อพันธบัตร รวมถึงการเข้าซื้อตราสารหนี้ของภาคเอกชนตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) อัดฉีดเงิน 8 หมื่นล้านยูโรต่อเดือนต่อไป ซึ่งนายมาริโอ ดรากี ประธานอีซีบี ได้เรียกร้องให้รัฐบาลของประเทศกลุ่มยูโรโซน ช่วยกันกระตุ้นเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งขึ้นผ่านทางนโยบายการคลัง ทั้งนี้อีซีบียังไม่ได้มีการหารือกันถึงเรื่องการแจกเงินโดยตรงแก่ประชาชนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อของยูโรโซนยังคงอยู่ห่างไกลจากเป้าหมาย 2% พร้อมกันนั้นนายดรากีได้ปกป้องมาตรการของอีซีบีหลังจากถูกเยอรมนีโจมตีที่กำลังสร้างปัญหา ว่าเศรษฐกิจยูโรโซนอาจจะยังคงเผชิญความเสี่ยงภายนอกและอยู่ในภาวะย่ำแย่กว่านี้ หากอีซีบีไม่ได้ใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ พร้อมกับการอัดฉีดเม็ดเงิน 1.7 ล้านล้านยูโรเข้าสู่ตลาดการเงินยุโรป






