วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ภัยใกล้ตัวที่ต้องรับมือให้ดี

ช่วงที่ผ่านมาเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงถึง 2 ครั้ง

ในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน ได้แก่แผ่นดินไหวความรุนแรงระดับ 6.5 และระดับ 7 ในญี่ปุ่น จากนั้นจึงเกิดธรณีพิโรธระดับ 7.8 ที่เอกวาดอร์ ซึ่งทั้งสองประเทศนั้น ตั้งอยู่ในบริเวณที่เรียกว่าวงแหวนแห่งไฟ หรือแนวเปลือกโลกที่เสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง โดยในกรณีของญี่ปุ่นนั้นยังเร็วเกินไปที่จะประเมินความเสียหาย ขณะที่ในกรณีของเอกวาดอร์นั้น ผู้นำประเทศซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ ประเมินว่าความเสียหายอาจสูงถึง 2,000-3,000 ล้านดอลลาร์

ในกรณีของไทยนั้น แม้ผลกระทบจากแผ่นดินไหวใหญ่ครั้งนี้ มีค่อนข้างน้อยมาก แต่ก็มีความเสี่ยงบ้างที่จะส่งผลกระทบต่อรอยเลื่อน สำหรับด้านการเตรียมการหรือเตรียมความพร้อมนั้น ในส่วนของไทยก็มีความพร้อมในการตรวจวัดและเฝ้าระวังแผ่นดินไหว รวมถึงสึนามิ ผ่านการบูรณาการข้อมูลร่วมกัน 4 หน่วยงาน อีกทั้งยังมีการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับแผ่นดินไหว โดยให้ครอบคลุมอาคารขนาดเล็ก

กระนั้น ภัยธรรมชาติไม่ได้มีเพียงแผ่นดินไหวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภัยพิบัติอื่นๆ อย่างน้ำท่วมกับภัยแล้งด้วย ซึ่งภัยแล้งนั้น ประเทศไทยได้รับผลกระทบหนักมากในปีนี้ ทั้งยังมีอีกหลายประเทศที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน อย่างเวียดนามที่ประชาชน 1.8 ล้านคนขาดแคลนน้ำ และข้าวกว่าล้านไร่ได้รับความเสียหายในปีนี้ ส่วนอินเดียก็เผชิญคลื่นความร้อน และมาเลเซียที่ต้องปิดโรงเรียนไปช่วงกลางเดือนหลังจากเผชิญคลื่นความร้อนจากปรากฏการณ์เอลนิญโญ ซึ่งกระทบต่อการเพาะปลูกด้วย

การหาทางรับมือและบรรเทาผลกระทบ จากภัยธรรมชาติเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเมื่อประเมินมูลค่าความเสียหายแล้ว ภัยพิบัติเหล่านี้สร้างความสูญเสียให้อย่างมากมาย นอกเหนือจากชีวิตคนที่ต้องสูญเสียไปกับภัยธรรมชาติแล้ว ยังมีผลกระทบทางเศรษฐกิจอีก เมื่อเร็วๆ นี้นักวิจัยในยุโรปเผยผลการศึกษาที่ครอบคลุมที่สุด คือตั้งแต่ปี 2443-2558 ซึ่งระบุว่าภัยธรรมชาติสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นมูลค่ากว่า 7 ล้านล้านดอลลาร์ทั่วโลก ส่วนยอดผู้เสียชีวิตจากภัยธรรมชาติที่รวมถึงแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ภัยแล้ง คลื่นความร้อน และไฟป่า มีจำนวน 8 ล้านคน

ในการศึกษาภัยธรรมชาติ 35,000 ครั้งในช่วง 115 ปีที่ผ่านมา อันนับเป็นฐานข้อมูลใหญ่ที่สุดนั้น ปรากฏว่ามากกว่า 1 ใน 3 หรือ 38.5% ของความเสียหายทางเศรษฐกิจ และกว่าครึ่งหนึ่งของชีวิตที่สูญเสียไป เป็นผลจากน้ำท่วม อันทำให้น้ำท่วมเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจและการสูญเสียชีวิต ส่วนแผ่นดินไหวทำให้มีผู้เสียชีวิตในสัดส่วนเกือบ 30% ซึ่งเกือบ 60% เสียชีวิตจากการถูกอาคารถล่มทับ และ 28% เสียชีวิตจากการถูกคลื่นยักษ์สึนามิกลืนกินหรือเจอโคลนถล่ม

ในภาพรวมแล้ว ความสูญเสียทางเศรษฐกิจแต่ละปี ผลจากภัยธรรมชาติ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อระยะเวลาผ่านไป แต่เมื่อเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์กับมูลค่าของโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด ปรากฏว่าความสูญเสียลดลง หมายความว่าประเทศต่างๆ สามารถรับมือหรือบรรเทาผลกระทบและผลพวงของภัยธรรมชาติได้ดีขึ้น ซึ่งนับเป็นแนวโน้มที่ดี แต่ประเทศต่างๆ รวมถึงไทย ก็ยังต้องเดินหน้าปรับปรุงแนวทางรับมือภัยธรรมชาติต่อไป เพื่อให้มีผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินน้อยที่สุด