วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ความในใจของคนเขียนรัฐธรรมนูญ

ผมต้องบอกก่อนว่า ผมมาเขียนรัฐธรรมนูญฉบับที่ยี่สิบ กับกรรมการร่างรวมกันอีก 21 ท่าน ไม่ใช่เพราะฟลุ้กอย่างที่ฝ่าย

ที่มีอคติมีจิตคิดในแง่ร้าย คนเราเมื่อมีปัญหาคับข้องใจไม่รู้จะหาทางระบายหรือทางออกอย่างใดได้ ก็ต้องแสวงหา “แพะ” เพื่อปลอบประโลมใจตัวเอง ถือเป็นเรื่องที่ผมชินชากับการอยู่ร่วมกับคนหมู่มากที่ย่อมมีทั้งรักทั้งชิงชัง

แต่การมาเป็นผู้ร่วมเขียนรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ผมถือว่ามาช่วยราชการในฐานะ “นักวิชาการ” ที่ว่ารอคอยมากว่า 8 ปี ไม่ใช่กระเหี้ยนกระหือรืออย่างที่มีคนกล่าวร้ายอีกเช่นเคย แต่ต้องการสะท้อนให้รู้ว่า “ผมปวดร้าวกับการโกงกลางแดด โกงกันซึ่งๆ หน้าของคนบางกลุ่มบางพวกในกระบวนการเลือก สสร. เมื่อการปฏิวัติคราวก่อน และดีใจที่จะได้มีโอกาสนำความรู้ความสามารถที่มีอยู่ในตัวด้วยอายุวัยวุฒิที่เหมาะสมจะทำได้จึงบอกกับผู้สื่อข่าวว่ารอมานานจริงๆ” กล่าวได้ว่าผมมีทั้งผู้เมตตาและผู้ติดตามราวีฟาดฟันไม่ค่อยห่างตัว บางรายมีผู้ปรารถนาดีมาพูดกันตรงๆ ถึงขนาดบอกว่า อย่าคิดมากเลยเมื่อเขาเห็นชื่อ “อมร” เขาก็ไม่พิจารณาต่อ อคติกันถึงปานนั้นก็มี

นี่ไม่ใช่การระบายความเคียดแค้น หรือความไม่พอใจใดๆ แต่จำเป็นต้องเล่าสู่กันฟังเพื่อปรับฐานความคิดของทุกท่านให้เข้าใจในตัวผม และบริบทของสังคมไทยบางเรื่องที่เป็นปัญหาอุปสรรคสำคัญของการร่วมมือกันพัฒนาประเทศ ก่อนจะเล่าเรื่องราวอันเป็นสาระสำคัญในการร่วมเขียนรัฐธรรมนูญฉบับ “ปราบโกง” ที่ในระยะหลังไม่ค่อยมีคนพูดถึงประเด็นนี้ เท่ากับการออกมาเรียกร้องของผู้ได้รับผลกระทบในเชิงผลประโยชน์ขัดกับสิ่งที่เคยมีเคยได้ หรือบางส่วนมาโดยคำแนะนำ หรือ “คำสั่ง” ของใคร

ผมคิดอยู่ตลอดเวลากว่า หกเดือนในการทำหน้าที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) โดยไม่เคยคิดว่างานของเราเป็นงานการเมือง เรากำลังทำงานวิชาการ เราถูกห้ามเล่นการเมืองสองปี ดังนั้นสิ่งที่เราเขียนไปเราเขียนเพื่อคนไทยทุกคน เพื่อผลประโยชน์ของคนในประเทศ บางเรื่องดูเป็นยาแรง เพราะเราเห็นว่าบ้านเมืองผ่านวิกฤติมาได้ เราต้องทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไป เราไม่มีใบสั่งของใคร และเราไม่เคยคิดจะเป็นเครื่องมือของใคร มีคนตั้งเราเข้ามาเราถือว่า เพราะ คสช. เห็นว่าพวกเรามีความรูัความสามารถมีความเป็นกลางไม่ใช่สีหนึ่งสีใด ความคิดความอ่านไม่สุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่ง เขาเห็นประโยชน์ของเรา เขาจึงเลือกเรา

ว่าไปแล้วคนอยากจะเข้ามาเป็นกรรมการร่างมีมากมาย คสช. ไม่สิ้นไร้ไม้ตอกขนาดหาคนมาไม่ได้หรอก อย่าไปคิดเช่นนั้น แต่เขาต้องเลือกคนที่เหมาะสมกับสถานการณ์ เข้ากันได้และมีความรูัความสามารถ การที่ใครจะรู้จักใครเป็นการส่วนตัวห้ามกันได้ยาก แต่เข้ามาแล้วก็ยืนยันว่าไม่มีใบสั่ง ไม่มีใครมาขอร้อง ทุกอย่างเป็นการหารือหาฉันทามติ บรรดา กรธ. อายุรวมกันพันกว่าปี หลายท่านผ่านโลกและลาภยศขั้นสูงสุดในชีวิตกันมาแล้ว เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าไม่มีผู้ใดปรารถนาจะทำอะไรให้คนรุ่นหลังตัองก่นด่าประณามหยามเหยียดอย่างแน่นอน ขอยืนยัน

ถ้าประชามติผ่าน ประชาชนได้อะไร ประเทศได้อะไร ตอบได้เลยว่าได้มากมายเหลือคณานับ ภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือ เราเขียนรัฐธรรมนูญถึงขนาดต้องถามตัวเองว่า มั่นใจว่าเรามีคุณสมบัติอะไรขาดไปบ้างหรือไม่ ผมนี่ต้องให้คนตรวจสอบเลยว่า มีตรงไหนบ้างที่จะเป็นปัญหา ต้องดูว่าหลงลืมอะไรไปบ้างหรือไม่ ไม่ใช่ตั้งใจจะไปเล่นการเมือง แต่เราเป็นคนร่างกฎหมายไม่อยากให้ใครมาด่าเรา เราต้องทำเป็นตัวอย่าง

สำหรับคนที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญของเรานี้ ผมมองด้วยใจเป็นกลางและด้วยประสบการณ์ที่ต้องขอพูดบนฐานข้อมูลที่บางเรื่องไม่อาจเปิดเผยต่อสาธารณะได้ว่า หลายกรณีคนที่ออกมาเคลื่อนไหวเห็นหน้าเห็นตาก็รู้แล้วว่า พวกใคร ฝ่ายใด มีวัตถุประสงค์เพื่อส่วนรวม หรือเพื่อสมัครพรรคพวก และสร้างชื่อให้ตัวเองเป็นที่รู้จักของสังคม ต้องบอกว่าความทะเยอทะยานไม่ใช่เรื่องผิด เราทุกคนต่างไขว่คว้าในสิ่งที่ต้องการ แต่เมื่อก้าวล่วงเลยมาถึงการทำลายบิดเบือนข้อเท็จจริงต่างๆ เพื่อให้ตัวเองได้มาซึ่งอำนาจ ชื่อเสียงหรือลาภยศต่างๆ ตรงนี้ย่อมไม่เป็นธรรมกับคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะเอาข้อเท็จจริงที่มาบิดผิดเพี้ยนไปกระทั่งสร้างความสับสน ทำให้คนเข้าใจผิด จึงไม่อาจนิ่งเฉยได้

คำว่า “รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง” ไม่ใช่คำกล่าวเล่นๆ หรือติดตลกแต่อย่างใด ฉายาที่ว่านี้ได้มาด้วยเหตุและผลของผู้ที่ได้สละเวลาอ่านรัฐธรรมนูญได้สักค่อนเล่ม ก็จะทราบชัดเจนว่า หากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติได้รับความเห็นชอบโดยประชาชน ผมเชื่อมั่นว่า “โฉมหน้าการเมืองไทย และระบบระเบียบแบบแผนของสังคมไทยจะเปลี่ยนไปจากวันนี้อย่างมากมาย” แน่นอนว่า เราคงยากจะทำให้คนที่เข้าสู่ระบบการเมืองเป็นคนดีได้ทุกคน แต่คนที่เข้ามาสู่ระบบการเมืองได้จะต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติอย่างที่ฝรั่งเรียกว่าเป็น Decent Man หรือเป็น “คนใช้ได้ขั้นหนึ่ง” แม้จะไม่อาจเรียกได้ว่าเป็น “Good Man หรือ Perfect Man” ทำให้มั่นใจว่าเวลาจะกล่อมเกลาและนำไปสู่การได้มาซึ่งคน “ดีจริง เก่งจริง” มาทำหน้าที่ตัวแทนปวงชนได้อย่างที่ผมได้มีส่วนในการแถลงยุทธศาสตร์ชาติในนามของ วปอ. รุ่นปี 2556 ที่หลายคนเคยหัวเราะ หรือนำข้อความไปโพสต์โจมตีว่า คิดได้อย่างไรกับการให้คนหันมาถือ “ศีลห้า”

ทั้งนี้หากสถานการณ์พลิกผันก็มีคนมาถามความรับผิดชอบกับพวกเรา ซึ่งตอบไปตรงๆ ว่า เมื่อเราทำเต็มกำลังความสามารถและสติปัญญาที่มีอยู่ แล้วประชาชนเห็นอีกอย่างหนึ่งจะให้เราทำอะไรได้ ส่วนอะไรจะตามมาเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องถามใจตัวท่านเองว่า ในเมื่อท่านเห็นรัฐธรรมนูญทั้ง 279 มาตราอยู่โทนโท่ ท่านจะไปเสี่ยงกับสิ่งที่ไม่รู้ไม่เห็นว่าจะเป็นอะไรในวันข้างหน้าเพื่อประโยชน์อันใด ไม่ชอบใจมาตราใดส่วนใดรัฐธรรมนูญ เปิดโอกาสให้สามารถแก้ไขได้ในวาระโอกาสต่อไป ไม่มีการปิดกั้น

แต่บางเรื่องที่เป็นเรื่องสำคัญจำเป็นต้องทำประชามติ เพราะรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบด้วยประชามติ จึงขอเชิญชวนให้ทุกท่านไปใช้สิทธิของท่านในวันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม 2559 โดยพร้อมเพรียงเพื่อวันข้างหน้าของพวกเรา