จากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.)
หรือซูเปอร์บอร์ด ที่มีพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้พิจารณาความคืบหน้าการเตรียมการจัดตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ (ซูเปอร์โฮลดิ้ง) พร้อมพิจารณาความคืบหน้าการดำเนินงานตามแผนฟื้นฟูกิจการของรัฐวิสาหกิจ 7 แห่งวานนี้ (20 เม.ย.) ประกอบด้วย การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) บมจ.การบินไทย บมจ.ทีโอที และ บมจ.กสท โทรคมนาคม
ทั้งนี้ที่ประชุมได้กำหนดเป้าหมายการดำเนินงานปีนี้ของ 7 รัฐวิสาหกิจที่ต้องฟื้นฟูกิจการ พร้อมให้นำเป้าหมายดังกล่าว มาเป็นเกณฑ์ประเมินผลงาน หรือเคพีไอของทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่กระทรวงต้นสังกัด ปลัดกระทรวง อธิบดี กรม กองที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการ (บอร์ด) และผู้บริหารของรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันในการดำเนินงานตามแผนที่วางไว้ จากที่มีมาตรา 44 ออกมาให้ตั้งแต่ระดับอธิบดีขึ้นไปต้องโดนประเมินผลงาน หรือมีเคพีไอในการทำงาน
ส่วนของทีโอที และ กสท โทรคมนาคม ที่ประชุม คนร. เห็นชอบตามแนวทางที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เสนอให้ทั้งคู่ใช้งานโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมร่วมกัน โดยทีโอที เป็นผู้นำการลงทุนโครงข่ายภายในประเทศ แล้วเปิดให้ กสท โทรคมนาคม และรายอื่นมาใช้ด้วย ส่วน กสท โทรคมนาคมให้เป็นผู้นำในการลงทุนโครงข่ายระหว่างประเทศ ส่วนธุรกิจกลุ่มอื่น ได้แก่ อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ (ไอดีซี) และคลาวด์ คอมพิวติ้ง ให้สปินออฟธุรกิจไปดำเนินการร่วมกัน โดยจะให้จัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาคณะหนึ่งเพื่อกำกับให้ทั้งสองหน่วยงานดำเนินการให้เป็นไปตามแผน และรายงานความคืบหน้าให้ คนร. ทราบต่อไป
ก่อนหน้านี้ นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการพัฒนาเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศไป ให้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 70,000 หมู่บ้าน จากที่มีหมู่บ้านยังเข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ต 35,000 หมู่บ้านภายใต้งบประมาณ 15,000 ล้านบาท โดยการประชุมวันที่ 18 มี.ค. 2559 ได้ปรับเปลี่ยนหน้าที่การดำเนินงาน โดยไอซีทีมอบหมายให้ทีโอที เป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด จากเดิมให้ทีโอที แบ่งพื้นที่รับผิดชอบกับกสท โทรคมนาคม อัตราส่วนทีโอที 55% และกสท 45% เป็น กสท โทรคมนาคม รับผิดชอบโครงการขยายขีดความสามารถเครือข่ายการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในประเทศ และต่างประเทศ (อินเตอร์เนชั่นแนล อินเทอร์เกต์เวย์) วงเงิน 5,000 ล้านบาทแทน การปรับเปลี่ยนหน้าที่รับผิดชอบ เพราะผลการสำรวจพบทีโอทีมีเสาสัญญาณ และสายไฟเบอร์ออพติก อินเทอร์เน็ต ครอบคลุมกว่า กสท โทรคมนาคม แต่ยังให้ประสานงานร่วมกัน
การกำหนดเคพีไอของผู้บริหาร และการแบ่งงานกันทำ มีขอบเขตความรับผิดชอบอย่างชัดเจน มีหลักเกณฑ์การประเมินผลที่แน่นอนนับเป็นสิ่งที่ควรกระทำ และต้องตรงไปตรงมา ไม่เอื้อประโยชน์ต่อใครคนใดคนหนึ่ง ทุกคนทุกองค์กรล้วนต้องมีหน้าที่กระทำอย่างเต็มที่ และถูกทิศทาง แต่สิ่งใดที่ต้องประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานก็ต้องทำได้อย่างคล่องตัว ไม่ใช่ติดขัดขั้นตอนการทำงานข้ามหน่วยงาน ทั้งหมดนี้เพื่อผลักดันความก้าวหน้าของประเทศ และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน









