การปรับโครงสร้างภาษีบุคคลธรรมดา ของกระทรวงการคลัง
ที่จะเริ่มใช้ปีภาษี 2560 ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันพอสมควร เนื่องจากมีการขยับรายได้ของผู้เสียภาษี ในระดับที่เรียกว่าคนรายได้สูงที่ต้องเสียภาษีในอัตรา 35% จากเดิมจัดชั้นรายได้ตั้งแต่ 4 ล้านบาทขึ้นไป เป็น 5 ล้านบาทขึ้นไป นั่นเท่ากับว่าทำให้ผู้มีรายได้สูงในช่วงตั้งแต่ 4-5 ล้านบาทต่อปี เสียภาษีในอัตราที่ลดลง แม้ว่ากรมสรรพากรชี้แจงว่า การปรับโครงสร้างในครั้งนี้ทุกกลุ่มได้ประโยชน์ เนื่องจากมีการเพิ่มค่าลดหย่อนต่างๆเพิ่มเข้ามาทำให้ผู้มีเงินได้ไม่เกิน 26,000 บาท/เดือนไม่ต้องเสียภาษี
หากพิจารณาจากข้อท้วงติง กับเหตุผลของกรมสรรพากร ในเรื่องโครงสร้างภาษีบุคคลธรรมดาใหม่ จะเห็นว่ามีมุมมองค่อนข้างต่างกันในเรื่องหลักการของมาตรการทางภาษี กล่าวคือ ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์เห็นว่าการปรับครั้งนี้คนรายได้สูงได้ประโยชน์ เพราะนอกจากจะมีขยับขั้นรายได้ให้มากขึ้นแล้ว มาตรการลดหย่อนต่างๆที่กรมสรรพากรเพิ่มเติมเข้ามานั้น คนรายได้สูงก็ได้ประโยชน์เช่นเดียวกัน ดังนั้นเท่ากับว่าแม้จะมีการขยับเกณฑ์เสียภาษีของผู้มีรายได้น้อยเพิ่มขึ้น แต่คนที่มีรายได้สูงก็ได้ประโยชน์จากมาตรการลดหย่อนเหล่านี้เช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากเหตุผลของกรมสรรพากร ซึ่งมุ่งไปที่เรื่องโครงสร้างภาษีทั้งหมด โดยเฉพาะการเปรียบเทียบกับภาษีนิติบุคคล ซึ่งรัฐบาลได้ประกาศลดไปก่อนหน้านั้น ซึ่งการปรับครั้งนี้ก็เพื่อให้มีอัตราใกล้เคียงกัน เพราะหากยังห่างกันระหว่างอัตรา 35% กับอัตรา 20% ก็จะทำให้เกิดการเลี่ยงภาษี โดยบุคคลธรรมดาจะพากันโอนรายได้ไปให้กับนิติบุคคลแทน เพื่อไม่ต้องรับภาระภาษีเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีเหตุผลในเรื่องการแข่งขันในเชิงเศรษฐกิจระหว่างประเทศด้วย เพราะอัตราภาษีของไทยถือว่าสูง
อาจกล่าวได้ว่าหลักการของส่วนราชการ อย่างกรมสรรพากร ที่นำมาใช้ในเรื่องมาตรการทางภาษีนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นหลักสากลที่ใช้กันโดยทั่วไป กล่าวคือ ยึดหลักความเท่าเทียม ซึ่งทุกคนที่เป็นพลเมืองของประเทศจะต้องมีความเท่าเทียมทางภาษี ซึ่งไม่ได้หมายถึงว่าเสียในอัตราเท่าเทียมกัน แต่เป็นหลักการว่าทุกคนมีหน้าที่ต้องเสียภาษี แต่หลักการความเท่าเทียมกันทางภาษีเป็นคนละเรื่องกับเรื่อง“ความเป็นธรรม”ทางภาษี ระหว่างคนมีรายได้สูงกับคนรายได้น้อยกว่า หรือคนจน
ในเรื่องของความเป็นธรรมแล้ว ผู้มีรายได้สูงจะต้องเสียภาษีมากกว่าคนมีรายได้น้อย ซึ่งอาจฟังดูแล้วไม่เป็นธรรมกับคนรายได้สูงที่ต้องมาเสียภาษีมากกว่า แต่หากเรายึดหลักความเป็นธรรมทางสังคม เราจำเป็นต้องให้ผู้มีรายได้สูงมีภาระภาษีมากขึ้นกว่าคนมีรายได้น้อย ยิ่งกว่านั้น ในระบบปัจจุบัน คนมีรายได้สูงมีช่องทางในการลดหย่อนภาษีค่อนข้างหลากหลายกว่าคนที่รายได้น้อย ทั้งเรื่องประกันชีวิต การลงทุนในกองทุนหักภาษี หรือเงินฝากพิเศษ ซึ่งขณะนี้มีช่องทางในการออมที่ได้รับการลดหย่อนมากมายให้เลือกได้
คำถามก็คือเราจะมีระบบอย่างไร ให้คนมีรายได้สูงต้องมีภาระมากกว่าคนรายได้น้อย ซึ่งในขณะนี้เราอยู่ในยุคของการปฏิรูป เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เราจำเป็นต้องคิดในประเด็นเหล่านี้มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ขึ้นกับการตั้งคำถามในสังคมว่าเราจะเลือกแบบไหน หากเราต้องการแก้ปัญหาความเป็นธรรมทางสังคม โจทย์ของเราก็เป็นอีกประเด็นและออกมาตรการอย่างรัดกุมทุกด้านเพื่อแก้ปัญหา แต่หากเราเพียงต้องการให้ทุกคนเท่าเทียม โดยไม่คำนึงความเป็นธรรม การประพฤติปฏิบัติของเราก็เป็นอีกแบบ ซึ่งในขณะนี้เราอาจต้องคิดให้มากขึ้นว่าเราต้องการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ยังหลอกหลอนให้เกิดความขัดแย้งในสังคมหรือไม่





