หลายๆ ประเทศในโลกรวมทั้งไทยโชคดีที่มีแหล่งปิโตรเลียม ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ และเป็นขุมทรัพย์
ทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศและของโลก เมื่อประเทศต่างๆ มีการสำรวจพบว่าตนเองมีศักยภาพทางด้านปิโตรเลียมส่วนใหญ่ ก็จะมีการออกกฎหมายมารองรับการให้สิทธิในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม และการให้ผลประโยชน์ตอบแทนแก่รัฐในรูปแบบต่างๆ เช่น ค่าภาคหลวงและภาษีต่อไป
ประเทศไทยเรามีกฎหมายปิโตรเลียมมาตั้งแต่ พ.ศ. 2514 ซึ่งได้มีการแก้ไขปรับปรุงเป็นระยะๆ ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา และน่าจะมีการแก้ไขต่อไปอีกเพื่อให้สอดรับกับพัฒนาการของอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและสถานการณ์ต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป
กิจการน้ำมันมีความแตกต่างจากกิจการอื่นๆ คือนอกจากจะเป็นกิจการที่ให้ประโยชน์มหาศาลแล้ว หากเกิดความเสียหายก็จะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงเช่นเดียวกัน กรณีน้ำมันรั่วในอ่าวเม็กซิโกเมื่อเดือนเมษายน 2553 ซึ่งได้มีการนำเสนอข่าวในหนังสือพิมพ์ชั้นนำหลายฉบับในช่วงนั้น เป็นบทเรียนที่สร้างความตระหนักถึงผลกระทบอย่างร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นได้หากเกิดความผิดพลาดในการตัดสินใจดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวกับกิจการปิโตรเลียม
กรณีน้ำมันรั่วในอ่าวเม็กซิโกนี้เป็นกรณีการรั่วไหลของน้ำมันดิบรวมประมาณ 5 ล้านบาร์เรล จากแท่นขุดเจาะน้ำมันดีพวอเทอร์ฮอไรซัน (หรือที่เรียกในชื่ออื่นว่าการรั่วไหลของน้ำมันดิบของบีพี) ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งเมืองนิวออร์ลีนส์ รัฐหลุยเซียนา ประเทศสหรัฐอเมริการาว 70 กิโลเมตร ซึ่งเป็นผลจากการระเบิดของแท่นขุดเจาะน้ำมันดีพวอเทอร์ฮอไรซันเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2553ซึ่งแม้ว่าเวลาจะล่วงเลยมา 6 ปีแล้ว แต่ผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำมันรั่วนอกชายฝั่งครั้งที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ดังกล่าว ยังคงมีต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันและเป็นประเด็นศึกษาและอุทาหรณ์สอนใจให้กับทุกฝ่ายได้เป็นอย่างดี จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้คนงานเสียชีวิต 11 คนและบาดเจ็บ 17 คน และยังได้ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและทางสิ่งแวดล้อมตามมาอย่างมากมาย นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดประเด็นทางกฎหมายต่างๆ ตามมาด้วย
จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดคดีความฟ้องร้องต่อบริษัทบริติช ปิโตรเลียม (หรือบีพี) ในฐานะผู้ดำเนินการ บริษัทรานส์โอเชียนในฐานะเจ้าของแท่นขุดเจาะและบริษัทฮัลลิเบอร์ตัน ในฐานะผู้รับเหมาก่อสร้างบ่อของท่อขุดเจาะน้ำมันเป็นแสนคดี ซึ่งปัจจุบันยังมีบางคดีที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล คดีส่วนใหญ่มีการประนีประนอมยอมความกันไปแล้ว โดยภาคธุรกิจต่างๆ ในรัฐหลุยเซียนา มิสซิสซิปปี อลาบามา ฟลอริดา และเท็กซัส รวมทั้งคนงานที่ได้รับผลกระทบฟ้องบริษัทบีพีและบริษัทที่เกี่ยวข้องเรียกร้องค่าเสียหายในฐานต่างๆ ดังนี้
ความเสียหายจากการสูญเสียโอกาสที่จะได้รับผลกำไรจากการประกอบธุรกิจ และค่าขาดรายได้จากการทำงาน:ธุรกิจต่างๆ รวมทั้งคนงานในพื้นที่ที่เกิดเหตุฟ้องบริษัทบีพีเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากการขาดกำไรและรายได้จากเหตุน้ำมันรั่ว ผู้เป็นโจทก์ได้แก่บริษัทและลูกจ้างในอุตสาหกรรมการตกปลา ตกกุ้ง และหอยนางรม ผู้ประกอบกิจการเรือเช่า โรงแรม สถานที่ท่องเที่ยว กิจการให้เช่าที่พักอาศัยและธุรกิจอื่นๆ ในพื้นที่ที่มีการทำรีสอร์ทที่ได้รับความนิยมต่างๆ นอกจากนี้ หลายๆ บริษัทและบุคคลต่างๆ เหล่านี้ยังมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายภายใต้กองทุนที่บริษัทบีพีจัดตั้งขึ้น เพื่อชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำมันรั่วด้วย
ความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม: มีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากเหตุน้ำมันรั่วหลายคดี ทั้งความเสียหายต่อแนวชายฝั่ง พื้นที่ชุ่มน้ำ สัตว์ป่า และความเสียหายอื่นต่อระบบนิเวศน์ในบริเวณอ่าวเม็กซิโก นอกจากนี้ บริษัทบีพียังต้องปฏิบัติตามคำสั่งปรับและคำสั่งให้ทำความสะอาดจากรัฐบาลกลางด้วย
ความเสียหายต่อทรัพย์สิน: เหตุการณ์น้ำมันรั่วก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินที่ใช้ในการพาณิชย์ ที่อยู่อาศัยและทรัพย์สินอื่นที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาตามแนวชายฝั่ง รวมทั้งเกาะเล็กๆ นอกชายฝั่ง นอกจากนี้ยังมีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากการใช้สารเคมีในการทำความสะอาดคราบน้ำมันอีกด้วย
ความเสียหายต่อสุขภาพและความเสี่ยงต่อสุขอนามัยจากการใช้สารเคมีในการทำความสะอาดคราบน้ำมัน: ผู้พักอาศัยในบริเวณที่มีการทำความสะอาดโดยใช้สารเคมีในการขจัดคราบน้ำมันฟ้องเรียกค่าเสียหายจากปัญหาสุขภาพและความเสี่ยงต่อสุขอนามัยที่เกิดจากคราบน้ำมัน และสารเคมีที่ใช้ในการทำความสะอาด
นอกจากนี้ยังมีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากการบาดเจ็บและความเสี่ยงต่อสุขอนามัยจากการทำความสะอาดของพนักงานที่ทำความสะอาดเอง และการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากการเสียชีวิต และการได้รับบาดเจ็บของคนงานในแท่นขุดเจาะและครอบครัว และการฟ้องร้องของผู้ถือหุ้นบริษัทบีพีที่กล่าวหาว่าบริษัทแจ้งข้อความที่เป็นเท็จต่อผู้ถือหุ้นและทำให้มูลค่าหุ้นของบีพีลดลงอย่างฮวบฮาบด้วย
หายนะในครั้งนี้ทำให้บริษัทบีพีเกือบล้มละลาย โดยเมื่อเดือนกันยายน 2557 ที่ผ่านมาศาลนิวออร์ลีนส์พิพากษาให้บีพี ฮัลลิเบอร์ตัน และทรานส์โอเชี่ยนต้องร่วมกันรับผิด (ในสัดส่วนร้อยละ 67,ร้อยละ 30 และร้อยละ 3 ตามลำดับ) ชดใช้ค่าให้หายจากการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงรวมทั้งสิ้น 18,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 640,000 ล้านบาทรวมค่าปรับ และค่าใช้จ่ายที่บีพีต้องชำระในการทำความสะอาดและชดใช้ค่าเสียหายตามคำพิพากษาและจากการประนีประนอมยอมความกับผู้เสียหาย รวมทั้งสิ้นกว่า 42,000 ล้านดอลลาร์
พบกันใหม่คราวหน้าค่ะ





