background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ไฉนไทยถูกเวียดนาม - ฟิลิปปินส์ แซงหน้าไปได้?

ไฉนไทยถูกเวียดนาม - ฟิลิปปินส์ แซงหน้าไปได้?

พยากรณ์เศรษฐกิจ ของธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย

หรือ Asian Development Bank (ADB) มองอาเซียนไปในทางที่ค่อนข้างเป็นบวก แม้โลกจะเผชิญกับความผันผวนไม่น้อย

เช่นเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว และความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินของสหรัฐ อีกทั้งความแปรปรวนของราคาน้ำมัน และความน่ากลัวของการก่อการร้าย ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

โดยเฉลี่ยแล้วภาพรวมเศรษฐกิจอาเซียน จะขยับจากอัตราโตปีที่แล้วที่ 4.4% มาเป็น 4.5% ปีนี้และอาจปรับขึ้นเป็น 4.8% ในปีหน้า

ถือได้ว่าอัตราเฉลี่ยของอาเซียนสูงกว่าของไทย ที่คาดว่าถ้าปีนี้ถ้าโตได้ 3% ก็จะถือว่าเก่งไม่น้อย แต่ก็ยังต้องดันกันสุดแรงเกิด ด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ต้องเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เหมือนต้องฉีดสเตอรอยด์ให้ร่างกายต้องฟิตตลอดเวลา

ปัญหาของการ อัดฉีด ให้พองโตชั่วขณะนั้นคือความไม่ถาวรและไม่ยั่งยืน หากไม่มีการปรับเปลี่ยนพื้นฐาน และเนื้อหาสาระแห่งการพัฒนาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

เอดีบีมองว่าสองประเทศอาเซียน ที่มีสุขภาพเศรษฐกิจแข็งแกร่งกว่าคนอื่น คือเวียดนามและฟิลิปปินส์ (ที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับสมญานามว่าเป็น คนป่วยของเอเชีย)

ปีที่แล้วเศรษฐกิจเวียดนามโต 6.7% เพราะสามารถแข่งขันในตลาดส่งออกด้วยการตั้งราคาที่สู้กับคนอื่นได้ อีกทั้งยังมีทิศทางการปฏิรูปเศรษฐกิจที่ชัดเจนและต่อเนื่อง

ฟิลิปปินส์ดีกว่าเวียดนามเล็กน้อยในปีที่ผ่านมา แต่แม้ทั้งสองชาติจะเป็นพระเอกทางด้านเศรษฐกิจของอาเซียน เพราะมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างเป็นรูปธรรม แต่ปีใหม่นี้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคหลายด้านเช่นกัน เพราะเมื่อการค้าระหว่างประเทศอ่อนแอลง อุตสาหกรรมด้านการผลิตของเวียดนามก็มีปัญหา

เวียดนามยังต้องแก้ปัญหารัฐวิสาหกิจ ที่เคยชินกับเงินอุดหนุนจากรัฐ และการขาดประสิทธิภาพ อีกทั้งยังอุดมไปด้วยปัญหาคอร์รัปชันในซอกหลืบต่าง ๆ เพื่อป้อนผลประโยชน์ให้กับผู้มีตำแหน่งแห่งหน ในพรรคและนอกพรรค

ฟิลิปปินส์ได้เปรียบเพื่อนบ้านอื่นตรงที่ ยังมีรายได้จากคนของตัวเอง ไปทำงานต่างประเทศและส่งเงินกลับบ้านอย่างเป็นกอบเป็นกำ

อีกด้านหนึ่งที่ทำได้ดีเพราะมีความพร้อมทางภาษาอังกฤษ คือการเป็นแหล่งรับงานจากประเทศอื่นที่ต้องใช้ภาษาเช่น call centers และงาน outsource อื่น ๆ จากโลกตะวันตก

อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ฟิลิปปินส์ฟื้นได้เร็ว คือความจริงจังในการปฏิรูปนโยบายภาษี, เปิดกว้างระบบธนาคารและการประกันสุขภาพ รวมไปถึงการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม

แต่เกือบทุกประเทศในอาเซียน ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน เมื่อปักกิ่งลดการสั่งซื้อสินค้าจากเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอินโดนีเซียและมาเลเซีย ที่เคยพึ่งพารายได้จากสินค้าโภคภัณฑ์ เช่นถ่านหิน น้ำมันปาล์มและแร่ธาตุจากลูกค้าใหญ่คือจีน

ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด สั่งลดภาษานิติบุคคลจาก 25% เป็น 20% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่กว่าจะเห็นผลเป็นเนื้อเป็นหนังก็คงจะต้องใช้เวลาหลายปี

ตอนที่เขาขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีท่ามกลางความคาดหวังอย่างสูงนั้น วิโดโดรับปากว่าจะผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศ กลับมายืนอยู่ที่อัตราโต 7% อีกครั้งให้จงได้ แต่สถานการณ์บ้านเมืองวันนี้ทำให้เห็นชัดว่า นั่นอาจเป็นเป้าหมายที่เป็นไปได้ยากยิ่ง

มาเลเซียเคยส่งออกน้ำมันเป็นจำนวนมาก และเมื่อราคาน้ำมันหดตัวลงอย่างไม่เกรงใจใคร พื้นฐานของเศรษฐกิจประเทศนั้นก็มีอันต้องพับฐาน

ยิ่งมีเรื่องอื้อฉาวว่าด้วยเงินก้อนใหญ่ที่ไหลเข้าไปในบัญชีส่วนตัว ของนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค ที่พยายามจะจัดการกับผู้เรียกร้อง ให้สอบสวนและเปิดโปงพฤติกรรมอันน่าสงสัยนั้น บรรยากาศธุรกิจและการลงทุนก็มีอันถูกกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ประเทศไทยดูจะอ่อนแอที่สุด ในเหล่าบรรดาแกนหลักของอาเซียน กลายเป็น “คนป่วย” ที่ได้รับผลกระทบทางลบจากปัจจัยภายนอกทั้งหมดเหมือนกัน และยังต้องเจอกับปัญหาสารพัดสารพัน ทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจในประเทศ ที่ยังต้องคลำหาทางออกสำหรับปรัศนีทางการเมือง หลังการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญและหลังเลือกตั้ง

ไม่ต้องให้ใครวิเคราะห์เราจากข้างนอก เราก็ตระหนักในวังวนการเมือง, เศรษฐกิจและสังคมที่คนไทยกำลังเผชิญอยู่

อดีตไม่นานนี้เราเคยเป็น พระเอก ของอาเซียน เป็นดาวดวงเด่น เป็นหัวหอกแห่งการผลักดันอาเซียนให้โดดเด่น

วันนี้จะเอาตัวรอดยังยาก ไม่ต้องพูดถึงความหวังจะกลับไปยืนอยู่แถวหน้าของอาเซียนอีกครั้ง... หรือมันเป็นไปไม่ได้จริงๆ?