เร็วๆ นี้รัฐบาลเตรียมออกมาตรการ แก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ
อย่าง “ถาวร” และ “ครบวงจร” จะมีทั้งมาตรการทางด้านสินเชื่อ เพื่อดึงลูกหนี้นอกระบบให้เข้ามาอยู่ในระบบ มาตรการทางด้านกฎหมายในการจัดระเบียบ “เจ้าหนี้นอกระบบ” ให้อยู่ในกรอบ กติกาที่รัฐบาลกำหนด
แว่วว่ามาตรการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบในครั้งนี้ รัฐบาลจะระดมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมดำเนินการแบบเป็นแพคเกจ เริ่มตั้งแต่การเปิดขึ้นทะเบียนประชาชนที่มีหนี้นอกระบบ และ การขึ้นทะเบียนเจ้าหนี้ เพื่อดำเนินการปรับเปลี่ยนหนี้ดังกล่าวให้กลับเข้ามาอยู่ในระบบ
กระทรวงการคลังจะใช้กลไกของแบงก์รัฐ 2 แห่ง คือธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ปล่อยสินเชื่อดึงเงินกู้นอกระบบให้เข้ามาอยู่ในระบบ ขณะเดียวกันยังให้ทั้ง 2 ธนาคาร ตั้งฝ่าย หรือส่วนงานขึ้นมาดูแลเรื่องหนี้นอกระบบ หรือการปล่อยกู้ให้กับเกษตรกร และประชาชนรายย่อยโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มเหล่านี้กลับไปหาเงินกู้นอกระบบอีก
ขณะเดียวกันรัฐบาลก็จะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดมากขึ้น กับกลุ่มเจ้าหนี้นอกระบบที่ไม่มาขึ้นทะเบียนกับทางการ และมีการเข้มงวดเรื่องอัตราดอกเบี้ย โดย “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์”รองนายกรัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลจะมีการใช้นโยบายพิเศษ ในการควบคุมเรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบไม่ให้สูงเกินอัตราที่รัฐบาลกำหนด ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ที่เท่าใด
แม้รัฐบาลจะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับการปล่อยเงินกู้นอกระบบ แต่อีกทางหนึ่งรัฐบาลก็จะมีมาตรการส่งเสริม เพื่อเปลี่ยนเจ้าหนี้นอกระบบ มาเป็นผู้ประกอบการนาโนไฟแนนซ์ โดยกระทรวงการคลังจะมีการปรับหลักเกณฑ์สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ ใหม่ เพื่อขยายให้ครอบคลุมผู้ประกอบการรายย่อยมากขึ้น และดึงกลุ่มที่ปล่อยกู้นอกระบบให้เข้ามาอยู่ในระบบ
หลักใหญ่ๆ ที่จะมีการปรับ คือ หลักเกณฑ์เรื่องทุนจดทะเบียน ซึ่งจะมีการปรับลดทุนจดทะเบียนให้ต่ำลง จากเดิมกำหนดให้ผู้ประกอบการนาโนไฟแนนซ์ จะต้องมีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท เกณฑ์ใหม่อาจจะปรับลด เหลือเพียง 10 ล้านบาทเท่านั้น การลดทุนจดทะเบียน จะช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบรายเล็กๆ รวมถึงผู้ที่ปล่อยเงินกู้นอกระบบอยู่แล้ว สามารถเข้ามาเป็นผู้ประกอบการนาโนไฟแนนซ์ได้ง่ายขึ้น
พร้อมกันนี้จะมีการผ่อนปรนวัตถุประสงค์ในการกู้ยืมให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น จากเดิมกำหนดให้กู้เพื่อประกอบอาชีพเท่านั้น เป็นเปิดกว้างให้กู้เพื่อใช้จ่ายอื่นๆ ในการดำรงชีพด้วย สำหรับหลักเกณฑ์อื่นๆอาจจะยังคงไว้เหมือนเดิม เช่นอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ไม่เกิน 36% ต่อปี และปล่อยกู้ต่อรายไม่เกิน 1 แสนบาทเป็นต้น
การปรับเกณฑ์นาโนไฟแนนซ์ในครั้งนี้ นอกจากจะมีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบได้แล้ว ยังช่วยปลดล็อคเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคในการประกอบการกิจการนาโนไฟแนนซ์ได้อีกทางหนึ่ง เพราะต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมานโยบายนาโนไฟแนนซ์ยังไม่ค่อยประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร มีผู้ประกอบการมายื่นขอใบอนุญาตเพียง 29 ราย แต่หลังจากมีการปรับหลักเกณฑ์ใหม่ คาดว่าจะมีผู้ประกอบการนาโนไฟแนนซ์เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 100 รายเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม การปรับเกณฑ์นาโนไฟแนนซ์ ทางกระทรวงการคลัง หรือสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ยังอยู่ระหว่างการหารือกับผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เพื่อกำหนดกรอบ กติกา ให้เหมาะสม และมีการคำนึงถึงความเสี่ยง คาดว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะประกาศออกมาพร้อมกับมาตรการแก้หนี้นอกระบบของรัฐบาล ที่จะเสนอเข้าสู่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ในเดือนพ.ค.นี้
....................................
วรินทร์ ตริโน





