เด็กฝาก-เด็กเส้น ต้นตอความเหลื่อมล้ำ

เด็กฝาก-เด็กเส้น ต้นตอความเหลื่อมล้ำ

กรณีนายทหารระดับสูง ออกมายอมรับในเรื่องการฝากลูกหลาน

เข้าทำงานในหน่วยราชการของกระทรวงกลาโหม ว่าเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในกองทัพ แม้ว่าประเด็นดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกประหลาดอะไรในสังคมไทย เนื่องจากการฝากฝังลูกหลานของผู้มีอำนาจในสังคมไทย เป็นสิ่งที่รับรู้กันโดยทั่วไปอยู่แล้ว เพียงแต่เป็นเรื่องที่พูดกันไปมา แต่ในครั้งนี้มีการยอมรับกันอย่างเปิดเผยในที่สาธารณะว่าเป็นเรื่องปกติที่ใครๆเขาก็ทำกัน ซึ่งก็ปรากฏว่าถูกวิจารณ์กันอย่างกว้างขวางราวกับว่าเป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น

ประเด็น“เด็กฝาก-เด็กเส้น” เป็นสิ่งที่พบเห็นกันทั่วสังคมไทยอยู่แล้ว และในแทบทุกกิจกรรมทางสังคมจะปรากฏให้เห็นความสัมพันธ์ประเภทนี้อยู่ด้วยกันทั้งสิ้น หรือที่บรรดานักวิชาการระบุว่าเป็นลักษณะหนึ่งของระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทยนั่นเอง และความสัมพันธ์ประเภทนี้มักจะสร้างปัญหาให้กับสังคมในบางเรื่องได้ง่าย โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับเรื่องการใช้อำนาจ อภิสิทธิ์ สิทธิประโยชน์ หรือการใช้ประโยชน์ทรัพยากรสาธารณะ ซึ่งประเด็นปัญหาได้ถูกหยิบยกมานาน แต่เราก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้

ปรากฏการณ์“เด็กฝาก-เด็กเส้น” ถือเป็นประเด็นที่จัดว่า อยู่ในระดับรากฐานของปัญหาสังคมไทยในปัจจุบัน แต่โดยมากเรามักจะจะไปพิจารณาถึงประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในปลายเหตุ กล่าวคือเมื่อบรรดาคนที่มีอภิสิทธิ์เหล่านี้ใช้อำนาจหน้าที่เกินขอบเขตหรือฝ่าฝืนกฎหมายบ้านเมืองจนสร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่น ทั้งที่จริงแล้ว ปัญหา“เด็กฝาก-เด็ก”คือรากเหง้าที่สำคัญของปัญหาและความขัดแย้งทางสังคม นั่นคือปัญหาความเป็นธรรมและความเท่าเทียมของคนในสังคม

หากเราต้องการแก้ปัญหา“เด็กฝาก-เด็กเส้น” ในการรับตำแหน่งหน้าที่การงานในสังคม เราจำเป็นต้องมาพิจารณาหรือถกเถียงกันให้ได้ข้อยุติว่าหลักการพิจารณาว่าหลักการคัดเลือกการทำงานในตำแหน่งใดก็ตาม มีความเกี่ยวพันกับหลักความเป็นธรรมในสังคม ซึ่งหมายถึงมีความเป็นธรรมกับสมาชิกในสังคมทุกคน โดยต้องทำความเข้าใจในเบื้องต้นว่าตำแหน่งหน้าที่การงานในสังคมนั้นเป็นเรื่องของความรู้ความสามารถ ซึ่งแต่ละคนมีความแตกต่างกัน และทำงานตามความรู้ความสามารถขอตน

เพราะประเด็นการโต้แย้งเรื่อง“เด็กฝาก-เด็กเส้น” มักจะมีข้ออ้างเรื่อง“ความเหมาะสม” และ “มีความรู้ความสามารถ”เสมอ เช่นเดียวกับกรณีที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกับที่เกิดขึ้นหลายแห่งทั่วโลก แต่หากเราต้องการสร้างสังคมที่ดีและเป็นธรรม เราจำเป็นต้องขจัดเงื่อนไขของความไม่เท่าเทียมและความเหลื่อมล้ำตั้งแต่เริ่มต้นออกไป ดังนั้น การเปิดรับตำแหน่งหน้าที่การทำงานของคนในสังคม โดยเฉพาะมีการใช้ทรัพยากรส่วนรวมของประเทศ จึงต้องวางกฎกติกาที่เป็นธรรมตั้งแต่ต้น

หากสังคมไทยแก้ปัญหาตรงนี้ ซึ่งไม่เพียงแค่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกองทัพเท่านั้น แต่รวมถึงเรื่องอื่นๆด้วย อาทิ การรับเด็กเข้าศึกษาต่อ เป็นต้น เราเชื่อว่าในระยะยาว สังคมไทยก็จะเป็นสังคมที่เป็นธรรมและแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำจากการใช้อำนาจที่ไม่ชอบธรรมได้ แน่นอนว่าหลักการแก้ปัญหานี้ยอมรับได้ถึงหลักความ“แตกต่าง”ระหว่างสมาชิกในสังคมตาม“ความสามารถ” แต่ไม่ควรจะมีหลักการที่เกิดจากการใช้“ธรรมเนียม” ที่เห็นว่าเป็น“เรื่องปกติ”จนทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบในสังคม

เราเห็นว่าหากเราต้องการปฏิรูปสังคมไทยอย่างแท้จริง เราจำเป็นต้องรื้อเรื่องกฎกติกาใหม่ และเรื่อง“เด็กฝาก-เด็กเส้น”เป็นประเด็นใหญ่ที่เกาะกินสังคมไทยมานาน ซึ่งในที่สุดแล้วระบบนี้ก็เป็นตัวเกาะกินสังคมไทยมานาน และหากเราต้องการปฏิรูป เราก็จำเป็นต้องทำตั้งแต่เรื่องที่เห็นว่าเป็นเรื่อง“เล็กๆ” แต่พบเห็นกัน“ทั่วไป” เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีในอนาคต แต่หากเรายังมองข้ามไปราวกับว่าเป็นเรื่อง“ปกติ” สิ่งที่เราพูดกันมานานถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำ ก็คงเป็นเพียงแค่โวหารทางการเมืองที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว