วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

บ้านเราจะเป็นผู้นำในวงการใดในวันหน้า

สมัยก่อนสั่งสอนกันว่าให้เล่าเรียนสูงๆ โตขึ้นจะได้เป็นเจ้าคนนายคน แต่วันนี้ไม่แน่ว่าเรียนสูงแล้ว จะได้เป็นเจ้าคน

นายคนแบบสมัยก่อน เพราะหลายประเทศใช้มหาวิทยาลัยเป็นกลไกในการพัฒนาบ้านเมืองให้ก้าวกระโดดล้ำหน้ากว่าบ้านอื่นเมืองอื่น จากเดิมแค่ผลิตคนออกมาทำงานในฐานะเป็นลูกจ้าง เป็นพนักงาน หลายบ้านเมืองเดี่ยวนี้กลับมุ่งเน้นให้ผลิตคนมาเพื่อเป็นคนสร้างงาน เป็นคนเปลี่ยนแปลงวงการนั้น ไม่ใช่เจ้านายแต่เป็นคนที่ทำงานแล้วส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงได้

แต่ก่อนผลิตคนเพื่อทำตามที่สั่ง ตอบโจทย์ที่ถาม วันนี้หลายบ้านเมืองผลิตคนมาเพื่อตั้งคำถาม ด้วยความเชื่อว่าความใฝ่รู้เป็นลักษณะสำคัญของคนที่จะสร้างความเจริญพัฒนาขึ้นมาได้ ใครที่แค่ทำตามสั่ง เชื่อตามที่บอก ไม่มีวันที่จะมองเห็นหนทางใหม่ๆ ที่นำไปสู่การพัฒนาต่อยอดจากสรรพสิ่งที่มีอยู่เดิมได้

ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือ ต้องผลิตคนออกมาอย่างสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของบ้านเมืองนั้น

เพื่อที่จะได้มีต้นทุนทรัพยากรมนุษย์ที่เพียงพอ ทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ สามารถขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้ในทุกๆ มิติ ที่บ้านเมืองนั้นกำหนดวิสัยทัศน์เอาไว้ ไม่ใช่กระจุกอยู่ในวงการใดวงการหนึ่งจนเหลือเฟือ แต่ขาดแคลนในอีกวงการหนึ่ง ซึ่งมักเกิดขึ้นเสมอในบ้านเมืองที่ผลิตบัณฑิตกันแบบต่างคนต่างทำ ผลิตแล้ว ก็ปล่อยให้ตลาดแรงงาน ในวงการธุรกิจแลอุตสาหกรรมเป็นผู้ตัดสินกันเองว่า ใครจะมีการงาน ใครจะเป็นแค่ไปเล่าเรียนสี่ห้าปี แล้วก็กลับมาเป็นคนที่ทำงานทำการไม่ได้ดีไปกว่าเดิม

เราหวังว่า คนที่เป็นบัณฑิตจะมาช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพัฒนาบ้านเมืองในสาขาต่างๆ จึงอยากชวนให้มาช่วยกันคิดด้วยกันว่า บัณฑิตบ้านเราใน 4-5 ปีข้างหน้า จะมีคนมาสร้างการเปลี่ยนแปลงพัฒนาในสาขาต่างๆ มากน้อยแค่ไหน ในสภาพที่มหาวิทยาลัยในบ้านเราต่างคนต่างทำเช่นในทุกวันนี้ จนมีผลให้มีที่เรียนในมหาวิทยาลัยสำหรับนิสิตนักศึกษาใหม่เกือบหกแสนคน คือต้องการนิสิต นักศึกษาเข้าใหม่ปีละเกือบหกแสนคน แต่บ้านเรามีนักเรียนที่จบชั้นมัธยมแต่ละปีประมาณแค่สี่ห้าแสนคน ทุกปีจะมีที่เรียนในมหาวิทยาลัยว่างอยู่แสนกว่าที่นั่ง

วันนี้ใครอยากเรียนมหาวิทยาลัย มีสิทธิได้เรียนแน่นอน เพียงแต่จะได้เรียนสาขาไหนเท่านั้นเอง ประกอบกับบ้านเรากระจายอำนาจในการผลิตบัณฑิตไปสู่มหาวิทยาลัยอย่างสมบูรณ์ พอเกิดภาวะที่เรียนมีมากกว่าผู้เรียน วันนี้เราจึงได้เห็นการแข่งขันแย่งชิงตัวผู้เรียนอย่างชัดเจนในหลายสาขาวิชา การเปิดรับสมัครตัดหน้ากัน ใครเปิดก่อนรับก่อนการจ่ายเงินมัดจำหรือ การจ่ายเงินเพื่อจองสิทธิกลายเป็นเรื่องธรรมดา

สำหรับพ่อแม่ที่อยากให้ลูกเล่าเรียนมหาวิทยาลัยไปแล้ว บางคนกว่าจะลงตัว พ่อแม่จ่ายมัดจำไปสามสี่มหาวิทยาลัยเลยทีเดียว จะเหลือแค่บางสาขาสำหรับหัวกะทิเล่าเรียนได้เท่านั้นที่ยังมีคนมาแย่งกันสมัครเรียนให้เห็นกันอยู่ ถึงกระนั้นสาขาสำหรับหัวกะทิที่สอนที่ต่างจังหวัด ก็ยังต้องเปิดสอบตรงตัดหน้าที่เปิดสอนในเมืองหลวงอยู่ดี

วันนี้สาขาที่เปิดรับสมัครก็ต้องดูเป็นงานชั้นสูง หรือไม่ก็เป็นงานเจ้าคนนายคน เพื่อให้ดึงดูดผู้เรียน เรียนไม่ยาก จบแล้วเป็นใหญ่เป็นโต จบแล้วโด่งดัง กลายเป็นข้อความที่ส่งต่อไปยังผู้สมัครในหลากหลายวิธีการ ในสภาพอุปทานเกินอุปสงค์เช่นนี้ วันหน้าเราจะได้บัณฑิตมาเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองเราในด้านใดในจำนวนมากน้อยแค่ไหน

สมมุติว่า ปีหนึ่งเราจะมีบัณฑิตใหม่มาช่วยเปลี่ยนแปลงพัฒนาบ้านเมืองหนึ่งร้อยคน เราจะมีคนที่เตรียมจะมาเป็นเจ้าคนนายคน ทั้งในภาครัฐและเอกชนเกือบสามสิบคน หนึ่งในสามคนเล่าเรียนในสาขาที่จะมาบริหารอย่างเดียว อีกเกือบยี่สิบคนตั้งใจจะมาเป็นพิธีกร เป็นนักแสดง เป็นนักประชาสัมพันธ์ หรือนักพัฒนาสังคม บ้านเราวันหน้าจึงมีคนมาช่วยพัฒนาการบริหาร การบันเทิง และการประชาสัมพันธ์ เกือบครึ่งหนึ่งของบัณฑิตที่จะจบมา

ถ้าถามว่าจะพัฒนาตามวิสัยทัศน์ Thailand 4.0 จะมีคนมาช่วยมากน้อยแค่ไหน เราจะมีบัณฑิตมาช่วยพัฒนากิจการอาหาร การเกษตรให้เป็นเกษตรก้าวหน้า อาหารก้าวหน้า โดยใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ไม่ถึงสามคน ถ้าเราจะเดินหน้ากันเรื่องหุ่นยนต์ชาญฉลาด เราจะมีอุตสาหกรรมยุคที่สี่ เราจะมีคนใหม่มาช่วยกันปีละสิบคน ถ้าเราจะทำไอทีชั้นแนวหน้า เรามีคนใหม่มาช่วยปีละสองสามคน ถ้าเราอยากจะเก่งกาจในเรื่องภาษา อยากให้มีกวีระดับนานานาชาติ แต่ละปีจะมีคนเก่งด้านนี้เพิ่มขึ้นแค่ห้าคน ถ้าวิสัยทัศน์ของเราคือการแพทย์ล้ำหน้ากว่าใครในภูมิภาคนี้ แต่ละปีจะมีคุณหมอ คุณพยาบาล คุณเภสัชกร เพิ่มขึ้นไม่เกินสี่คน

ถ้าถามว่าในสภาพนี้ เรามีกำลังพลมาช่วยเปลี่ยนแปลงพัฒนาอะไรกันได้บ้าง คงต้องดูกันว่ามีงานใดบ้างในโลกนี้ที่ต้องการนักบริหารเท่ากับคนลงมือทำงาน เราจะเป็นผู้นำในงานการที่ต้องใช้นักบริหาร นักประชาสัมพันธ์ครึ่งหนึ่งของคนทำงานทั้งหมด ครึ่งหนึ่งเก่งแต่สั่งการ เก่งแต่พูดจา อีกครึ่งหนึ่งลงมือทำ คนหนึ่งทำอย่างเดียว อีกคนหนึ่งสั่งอย่างเดียว แล้วงานก็ยังสำเร็จได้ ถ้ามีงานแบบนั้นจริง งานแบบนั้นแหละที่บ้านเราจะเป็นผู้นำของโลกนี้