ในโลกธุรกิจ การแข่งขันไม่มีวันหยุด
ใครนิ่งเท่ากับยอมแพ้ แต่ในการแข่งขันจากฟินเทคครานี้ แม้จะเพิ่งเริ่มรัวกลองศึก แต่กำลังท้าทายกระบวนทัพของธนาคารพาณิชย์ครั้งใหญ่
นายแบงก์หวั่นเกรงว่าในโลกอนาคต แบงก์จะถูกฟินเทคกลืนหายไป หลังฟินเทคเข้ามามีบทบาทในธุรกรรมการเงินหลายประเภททุกวันนี้
แม้จะยังมั่นใจว่าแบงก์มีความรู้จักรู้ใจลูกค้ามากที่สุด แต่นายแบงก์หลายคนต่างยอมรับว่า อย่าคิดจะแข่งขันในศึกครั้งนี้ อุปสรรคสำคัญ
ที่สุดที่มองเห็นได้ชัดคือความรวดเร็วในการเคลื่อนไหวและปรับตัวได้ตลอดเวลา เราไม่ได้พูดถึงการเปลี่ยนแปลงของระบบเทคโนโลยีล้ำสมัย เพราะเทคโนโลยี จะเปลี่ยนรวดเร็วแค่ไหนมีเงินก็ลงทุนได้ซื้อได้
แต่สิ่งที่น่ากลัวคือ “คน”และ“วัฒนธรรม” ที่ปลูกฝังกันมารุ่นสู่รุ่น
และปัจจัยเองนี้ทำให้นายแบงก์ยอมรับว่า แบงก์แข่งกับฟินเทคไม่ได้!!!
นายแบงก์รุ๋นเก๋าคนหนึ่งเปรียบเทียบว่า แบงก์เหมือนคนแก่ ในสนามฟุตบอล หากส่งนักเตะอายุ 70-80 ปีไปแข่งกับเด็กหนุ่มวัย17 ปี มันไม่ได้
ขณะที่ระบบการทำงานที่มีกรอบการทำงาน มีขั้นตอน โดยเฉพาะองค์กรแบบไทย ๆที่มีความเป็นอาวุโส มีฐานันดร ที่ผู้ที่อยู่สูงกว่ายังถือยศถือตำแหน่งอยู่ โครงสร้างการทำงานแบบนี้คงไม่เอื้อต่อการแข่งขันรูปแบบใหม่
เทียบการทำงานในบริษัทสตาร์ทอัพที่คิดค้นนวัตกรรมฟินเทค จะพบว่าออฟฟิศของฟินเทคเหล่านั้น มีรูปแบบที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับธนาคารพาณิชย์ที่ต้องแสดงออกถึงความเป็นระบบ มั่นคง และปลอดภัย การคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ต้องผ่านฝ่ายงานนับสิบ ลำดับขั้นของหัวหน้านับสิบฝ่าย กว่าจะออกเวอร์ชั่นใหม่มาได้ใช้เวลานับปี
แต่ฟินเทคมีเพียงคนทำงานไม่กี่คน ทุกคนล้วนอยู่ในระดับขั้นเท่า ๆ กัน นั่งบนโต๊ะทำงานไม่กี่ตัว ไม่มีรูปแบบตายตัว ทุกคนสามารถคิดและตัดสินใจได้โดยไม่ต้องผ่านการอนุมัติหลายขั้นตอน ทำงานทุ่มเท และตัดสินกันด้วยผลงาน
“วัฒนธรรมแบงก์น่ากลัวมาก ต่อให้รับคนรุ่นใหม่เข้ามา ก็ถูกกลืนตายหมด”
ถึงกระนั้นก็ตาม แม้จะล้างวัฒนธรรมดั้งเดิม และเปลี่ยนความคิดของคนในองค์กรได้แล้ว แบงก์ก็ยังแข่งกับฟินเทคไม่ได้อยู่ดี ที่สุดแล้วกลยุทธ์ที่ชัดเจนคือแบงก์ต้องทำงานร่วมกับฟินเทคเท่านั้น
นั่นเป็นเหตุให้แบงก์หลายแห่งตัดสินใจแยกองค์กรใหม่ออกมา เพื่อทำธุรกิจใหม่มารับมือกับฟินเทค แต่ก็ไม่ใช่เพื่อแข่งขันอยู่ดี โมเดลธุรกิจใหม่ที่ตั้งขึ้นมาจะทำหน้าที่มองหาโอกาส เพื่อเข้าไปซื้อแอพลิเคชั่นใหม่ๆ ร่วมลงทุน หรือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ใด ๆ ก็แล้วแต่ ต่างก็เพื่อให้แบงก์ยังมีที่ยืนในธุรกิจนี้ได้ต่อไป
เมื่อการแข่งขันกับฟินเทค เปรียบเหมือนเด็กรุ่นใหม่ การใช้กรอบคิด กรอบการทำงานแบบเดิมที่สะสมมา 70 ปี คงมีแต่แพ้กับแพ้
จริงอยู่ว่าเมื่อเทียบกับสิบกว่าปีก่อนแล้ว จะพบว่าในวันนี้พนักงานแบงก์ปรับตัวไปมากแล้วก็ตาม สามารถทำลายกำแพงในใจแล้วผันตัวเองมาเป็นเซลแมน ขายสินค้าการเงิน ทั้งบัตรเครดิต ประกัน กองทุน และสร้า่งรายได้ค่าธรรมเนียมมาแทนรายได้ดอกเบี้ยที่เป็นรายได้หลักในอดีต
แต่เท่านั้นคงไม่เพียงพอกับการแข่งขันยุคใหม่ ที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าระบบการเงินของโลกและของไทย ซึ่งการเปลี่ยนกรอบความคิด ไม่ใช่เรื่องที่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ในระยะอันสั้นและกว่าจะไปถึงจุดนั้น แบงก์อาจสูญเสียตลาดให้กับฟินเทคไปแล้วก็ได้ สิ่งที่แบงก์ต้องเร่งทำในวันนี้คือ แบงก์จะร่วมมือกับฟินเทคอย่างไรก็ได้ แต่แบงก์จะแข่งกับฟินเทคไม่ได้!!!






