จักรยานยนต์ขึ้นสะพาน กับรถยนต์บนไหล่ทาง

เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันในวงกว้างทีเดียว
กรณีมีข้อบังคับห้ามรถจักรยานยนต์ รถจักรยาน สามล้อ ล้อเลื่อนลากเข็น วิ่งบนสะพานข้ามทางร่วมทางแยก 39 แห่ง และอุโมงค์ 6 แห่งในกรุงเทพฯ แม้จะเป็นเพียงแค่ระยะทดลองก่อนประเมินผลก็ตาม
ผมคงจะไม่แสดงความคิดเห็นว่าดีหรือไม่ดี ถูกหรือไม่ถูกอย่างไร เพราะเป็นเรื่องของกฎหมายที่เจ้าหน้าที่สามารถบังคับใช้ได้ และเพื่อให้เป็นไปแนวทางสร้างประโยชน์ให้กับสังคมโดยรวม เช่น ลดปัญหาจราจร หรือว่า ลดปัญหาการเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งผลที่ได้จะแตกต่างจากช่วงไม่บังคับใช้จริงจังหรือไม่ อย่างไร คงต้องรอดูหลังการประเมินผลอีกที ซึ่งหากผลออกมาดี ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี
แต่เมื่อพูดถึงประเด็นเรื่องของอุบัติเหตุ ปัญหาจราจร ก็ให้อดนึกถึงรถยนต์ขึ้นมาไม่ได้ เพราะทุกวันนี้ผู้ขับขี่รถยนต์จำนวนมากทำผิดกฎ และสร้างปัญหา สร้างภาระให้สังคม ซึ่งมีอยู่หลายเรื่องหลายประเด็น แต่ผมขอยกเอาประเด็นที่มันมีทิศทางเดียวกับการที่สองล้อมอเตอร์ไซค์ขึ้นสะพาน ลอดอุโมงค์ นั่นก็คือ การขับขี่บนไหล่ทาง เพราะเป็นการขับขี่ในพื้นที่ที่ไม่ได้มีไว้สำหรับการขับขี่ ทั้งในกรุงเทพ และต่างจังหวัด
และที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ การขับขี่ในช่องทางดังกล่าว มีผลต่อปัญหาจราจรทันทีเมื่อรถจากไหล่ทางเบียดเข้ามายังช่องทางซ้ายสุด ทำให้รถที่อยู่ช่องทางซ้ายสุด ต้องเอียงเขาหาเลนด้านขวา และรถด้านขวาก็ต้องเบี่ยงๆ หลบไปทางขวาอีกที ซึ่งทำให้รถทั้งถนนชะลอตัว เพียงเพราะมีรถที่ไม่ยึดกติกาไม่กี่คันแค่นั้น
น่าเปรียบเทียบกันว่า ระหว่างจักรยานยนต์ขึ้นสะพาน ลอดอุโมงค์ กับ รถยนต์วิ่งไหล่ทาง ใครทำให้เกิดปัญหาจราจรมากกว่ากัน แต่ไม่ได้หมายความว่า ถ้าอย่างไหนมีปัญหาน้อยกว่าจะปล่อยให้ทำต่อไปได้ เพราะถ้ามันผิดกฎหมาย ผิดกฎจราจร การห้ามก็เป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่ว่าควรจะบังคับให้เหมือนๆ กัน
ประเด็นการเกิดอุบัติเหตุก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ บ่อยครั้งที่รถยนต์ที่ใช้ไหล่ทาง เกิดอุบัติเหตุ ทำให้เกิดการสูญเสีย ทั้งต่อทรัพย์สิน และชีวิต แต่ว่าสิ่งที่แตกต่างก็คือ ต้นเหตุที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุคือผู้ขับขี่ไหล่ทาง ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นผู้สูญเสียเอง แต่ทำให้คนเดินเท้า จักรยาน หรือ จักรยานยนต์ที่ใช้ไหล่ทางบาดเจ็บ และหลายครั้งที่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต
เพราะธรรมชาติของรถบ้านเราคือพวงมาลัยรถติดตั้งอยูู่่ด้านขวา และธรรมชาติของคนขับรถกลุ่มนี้ ที่มักจะขับเร็ว และเปลี่ยนช่องทางแบบกระทันหัน หรือพภาษาชาวบ้านเรียกขับกระโชกโฮกฮาก ดังนั้นเมื่อจะหักเลี้ยวลงไปไหล่ทาง ก็มักจะจี้ท้ายคันหน้าก่อนหักเลี้ยวลงซ้ายแบบเร็วๆ ซึ่งกว่าที่คนขับซึ่งอยู่ทางด้านขวาสุด จะเห็นเส้นทางข้างหน้าได้เต็ม 100% ก็ต่อเมื่อรถลงเข้าไปในช่องทางดังกล่าวเต็มคันแล้ว ซึ่งหากมีสิ่งของ คน หรือรถที่ไม่เคลื่อนที่ หรือเคลื่อนที่ช้าๆ ก็สายเกินจะแก้ไข
บ้านเรามีรูปแบบการแก้ไขปัญหาที่แก้ไม่ตก คือ ขอไปที แก้เฉพาะหน้า หรือแก้เป็นจุดย่อยๆ โดยไม่ดูองค์รวมว่าเป็นเพียงแค่การย้ายปัญหา จากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งแทน หรือเพิ่มปัญหาให้กับจุดอื่นๆ ด้วยซ้ำไป เช่น เมื่อรถหนาแน่น เจ้าหน้าที่บางพื้นที่ระบายรถให้วิ่งบนไหล่ทาง เพื่อให้โล่งตรงนี้ แล้วไปเบียดไปติดข้างหน้า ซึ่งเมื่อทำบ่อยๆ ครั้งเข้า ทำให้ผมเชื่อว่าบางทีคนที่ไม่รู้เรื่องอะไร ก็พาลคิดว่านั่นเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เป็นเรื่องที่ทำได้ เพราะเจ้าหน้าที่เป็นคนบอกให้ไปเอง ดังนั้นเมื่อไปขับรถที่ไหนก็แล้วแต่ทั่วประเทศไทย ก็เลยขับรถแบบนี้ให้เห็นกันทั่วบ้านทั่วเมือง
ผมเป็นห่วงจริงๆ ครับ เมื่อเห็นรถพยาบาล รถดับเพลิง หรือรถฉุกเฉินอื่นๆ ติดแหงกอยู่บนถนน เพราะไม่เหลือช่องทางให้ไป เมื่อไรเราจะปรับกันใหม่ เหมือนประเทศที่เจริญแล้วที่ต่อให้มีปัญหาจราจรอย่างไร เขาก็ไม่ก้าวก่ายไหล่ทาง เว้นเอาไว้สำหรับกรณีฉุกเฉินจริงๆ เท่านั้น
หรือต้องรอให้คนที่ชอบทำแบบนี้เกิดเหตุ แล้วรอการช่วยเหลืออย่างสิ้นหวัง เพราะคนช่วยก็ไม่รู้จะมาอย่างไรให้ทันเวลา







