ช่วงปลายเดือนที่แล้วผมได้รับเชิญจากกลุ่มนักลงทุนสถาบันการเงินในสิงคโปร์ให้ไปพูดเรื่องเศรษฐกิจในหัวข้อ
“ความท้าทายในเศรษฐกิจโลก และผลที่จะมีต่อประเทศในเอเชีย” โดยส่วนตัวผมชอบพูดให้นักลงทุนต่างประเทศฟังเพราะค่อนข้างท้าทาย เพราะคนพวกนี้ลงทุนอยู่ในตลาดการเงินทุกวันและน่าจะรู้เรื่องที่กำลังเกิดขึ้นดีมากๆ แต่ที่เชิญเราไปพูดก็คงหวังที่จะได้ประโยชน์จากมุมมองของเรา ทำให้ท้าทายว่าเราจะวิเคราะห์สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตลาดการเงินอย่างไรเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อผู้ฟัง วันนี้ก็เลยจะหยิบบางประเด็นที่ได้พูดไปมาแชร์ให้แฟนคอลัมน์ “กรุงเทพธุรกิจ” ทราบ
เท่าที่ได้วิเคราะห์ดู ตลาดการเงินโลกขณะนี้กำลังปรับตัวอยู่กับพลวัตของสามปัจจัย หรือสามแรงขับเคลื่อนหลักที่กำลังกระทบเศรษฐกิจโลก
แรงขับเคลื่อนแรก คือ กระบวนการลดหนี้ หรือ deleveraging ของประเทศตลาดเกิดใหม่ จากระดับหนี้ได้เพิ่มสูงขึ้นมากหลังปี 2008 จากผลของมาตรการคิวอี ประมาณว่าตั้งแต่ปี 2008 สภาพคล่องกว่า 8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐได้ถูกอัดฉีดเข้าไปในระบบการเงินโลกโดยมาตรการคิวอี ส่งผลให้หนี้ของประเทศตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะหนี้ภาคเอกชนและหนี้ภาคครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้นมาก เฉพาะหนี้บริษัทเอกชนเพิ่มจาก 50 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ประชาชาติ ปี 2008 เป็น 75 เปอร์เซ็นต์ ปี 2014
และในหลายประเทศในเอเชีย เช่น ไทย มาเลเซีย จีน ฮ่องกง และสิงคโปร์ หนี้ภาคครัวเรือนก็เพิ่มสูงขึ้นมากเช่นกัน ดังนั้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยสหรัฐเริ่มปรับสูงขึ้นและวัฏจักรสินเชื่อเปลี่ยนมาเป็นขาลง กระบวนการลดหนี้ก็เริ่มขึ้น นำไปสู่การลดการใช้จ่ายของภาคเอกชน กำไรของบริษัทธุรกิจที่ลดลง ขณะที่การผิดชำระหนี้ในภาคเอกชนก็กลับมาเป็นประเด็นความเสี่ยงอีกครั้ง นี่คือพลวัตของการลดหนี้ที่ได้เกิดขึ้นตั้งแต่ปีที่แล้ว
แรงขับเคลื่อนที่สอง ก็คือ การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนที่เคยขยายตัวสูงมาก มาเป็นระดับการขยายตัวที่ต่ำลงแต่มีเสถียรภาพ การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ส่วนหนึ่งเป็นความต้องการทางนโยบายที่จะให้เศรษฐกิจจีนปรับตัวเข้าสู่อัตราการเติบโตที่สอดคล้องกับการรักษาเสถียรภาพในระยะยาว อีกส่วนหนึ่งมาจากความต้องการที่จะลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อให้เศรษฐกิจจีนสามารถเติบโตได้ด้วยตัวเองอย่างเข้มแข็ง การปรับตัวดังกล่าวเป็นเรื่องที่ดีต่อเศรษฐกิจโลก เพราะจะทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกมีเสถียรภาพมากขึ้น เป็นการปรับตัวทั้งในด้านอุปทานและอุปสงค์ของเศรษฐกิจจีน ด้านอุปสงค์ก็คือการใช้จ่ายในประเทศจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจแทนการส่งออก ส่วนด้านอุปทานก็คือการผลิตจะปรับจากอุตสาหกรรมมาเป็นการผลิตด้านบริการมากขึ้น
แต่จากที่ประเทศจีนเป็นเศรษฐกิจใหญ่ การปรับตัวดังกล่าวจึงส่งผลกระทบมากและกว้างขวางต่อเศรษฐกิจโลกในทุกมิติ ทั้งต่อการค้าขาย ราคาสินค้าโภคภัณฑ์และวัตถุดิบ ราคาน้ำมัน ต่อตลาดการเงิน อัตราแลกเปลี่ยน ฐานะการเงินของธนาคารพาณิชย์ (โดยเฉพาะที่ค้าขายหรือปล่อยสินเชื่อกับบริษัทธุรกิจจีน) และบริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตของบริษัทจีน ทั้งหมดทำให้การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนส่งผลกระทบข้างเคียงอย่างมากต่อเศรษฐกิจโลก
แรงขับเคลื่อนที่สาม ก็คือ การเริ่มปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นโดยธนาคารกลางสหรัฐที่ได้เปลี่ยนวัฏจักรอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินโลก จากที่ต่ำมากในช่วงแปดปีที่ผ่านมาเป็นอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นที่จะเริ่มแพงขึ้น ทิศทางใหม่ของอัตราดอกเบี้ยสหรัฐมีผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเทียบกับทุกสกุล และกระตุ้นให้เงินทุนต่างประเทศไหลกลับสหรัฐ ก่อให้เกิดเงินทุนไหลออก และความผันผวนในประเทศตลาดเกิดใหม่
พลวัตจากแรงขับเคลื่อนทั้งสามด้านนี้ ทำให้เศรษฐกิจเอเชียตั้งแต่ปีที่แล้วมีลมปะทะหรือ headwind มาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการลดหนี้ที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งกระทบการขยายตัวของเศรษฐกิจ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ลดลง การส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากขนาดการค้าโลกที่เล็กลง สภาพคล่องที่ลดลงจากการหยุดมาตรการคิวอีของสหรัฐ และปัญหาเงินทุนไหลออก ทั้งหมดนี้ทำให้เศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่ต้องปรับตัวมาก การขยายตัวของเศรษฐกิจจึงชะลอ ค่าเงินทุกประเทศอ่อนค่าลง แต่หลายประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซียก็ปรับตัวได้ดีปีที่แล้ว มีการเติบโตต่อเนื่อง แม้จะอยู่ในอัตราที่ลดลง
ปีนี้กระบวนการปรับตัวดังกล่าวก็เกิดขึ้นต่อเนื่องแต่ได้ถูกกระทบ หรือถูกก่อกวน (disrupted) อย่างรุนแรงในช่วงต้นปี เมื่อตลาดมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับความเข้มแข็งของเศรษฐกิจโลกที่จะฟื้นตัวจากตัวเลขเบื้องต้นของเศรษฐกิจสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น และจีนช่วงไตรมาสสี่ปีที่แล้วที่ออกมาแย่กว่าที่คาดการณ์ไว้ ราคาน้ำมันก็ปรับลดลงต่อเนื่อง ทำให้ตลาดไม่มั่นใจเรื่องความเข้มแข็งของเศรษฐกิจโลก ที่สำคัญตลาดการเงินก็ไม่มั่นใจว่านโยบายการเงินจะสามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจได้หลังธนาคารกลางญี่ปุนประกาศใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งแสดงถึงความอ่อนแอมากกว่าความเข้มแข็ง ความห่วงใยนี้ ทำให้เงินลงทุนไหลออกจากภูมิภาคเอเชียรุนแรงโดยเฉพาะจีน หุ้นตกทั่วโลกและความเสี่ยงเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกได้กลับมาสูงมากขึ้นอีกครั้ง
แต่หลังจากประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจกลุ่มจี 20 ที่นครเซี่ยงไฮ้ ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ความรู้สึกของตลาดก็กลับมาดีขึ้น ความรู้สึกที่ดีขึ้นนี้เป็นผลอย่างสำคัญจากมาตรการของธนาคารกลางประเทศหลักสี่ประเทศที่ได้นำออกมาใช้ หลังจากประชุมกลุ่มจี 20 ที่ได้แสดงพลังและความชัดเจนด้านนโยบาย เริ่มต้นจากธนาคารกลางและผู้นำจีนที่ออกมาแสดงความเห็นเรื่องทิศทางเศรษฐกิจจีนปีนี้ และให้ความกระจ่างเรื่องนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของจีน ตามด้วยธนาคารกลางสหภาพยุโรปที่ประกาศมาตรการผ่อนคลายนโยบายการเงินแบบสุดโต่ง ตามด้วยธนาคารกลางญี่ปุ่นที่ลดทอนการให้ความสำคัญเรื่องอัตราดอกเบี้ยติดลบในการสื่อสารกับตลาด และที่สำคัญก็คือผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารกลางสหรัฐที่คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายและให้ความเห็นว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ความชัดเจนเหล่านี้ทำให้ตลาดการเงินเริ่มลดความกังวลเรื่องนโยบายและความสามารถในการประสานมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหา ขณะที่สภาพคล่องที่มีมากขึ้นจากการเพิ่มการอัดฉีดของธนาคารกลางสหภาพยุโรป ก็ทำให้มีเงินทุนต่างประเทศรอบใหม่ไหลเข้าประเทศตลาดเกิดใหม่ ตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรจึงปรับตัวดีขึ้นอย่างที่เห็น
แต่ภาวะตลาดและความรู้สึกที่ดีขึ้นนี้คงเป็นเรื่องชั่วคราว เพราะเป็นผลจากปัจจัยสภาพคล่องล้วนๆ ขณะที่พื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศอุตสาหกรรมยังอ่อนแอ และเศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่ยังชะลอ ความสนใจของนักลงทุนที่มองยาวขณะนี้จึงมุ่งไปที่ตัวเลขเศรษฐกิจที่จะออกมาว่าจะแสดงการฟื้นตัวหรือเป็นข่าวดีหรือไม่ และก็รอว่าจะมีข่าวร้ายใหม่ๆ ตามมาหรือไม่ จากความเสี่ยงหลายประเด็นที่เศรษฐกิจโลกมีอยู่ โดยเฉพาะสถานการณ์ในยุโรป ดังนั้น ภาวะในตลาดการเงินโลกขณะนี้จึงคล้ายกับทะเลที่คลื่นลมสงบเงียบลงชั่วคราว ก่อนที่จะเกิดพายุใหญ่ตามมา






