วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม 2569

Login
Login

คำถามที่ต้องถาม

คำถามที่ต้องถาม

หลังการเลือกตั้งในประเทศพม่า ข่าวใหญ่ที่ชาวไทยและชาวโลกติดตามก็คือ ใครจะได้เป็นประธานาธิบดี

และนักสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่าง ออง ซาน ซู จี จะดำรงตำแหน่งอะไรบ้าง ซึ่งวันนี้ก็ชัดเจนแล้ว 

แต่ที่ผมจะเขียนถึงต่อไปนี้ เป็นเรื่องราวของรัฐมนตรีอีกคนหนึ่งของพม่า ซึ่งดำรงตำแหน่งที่สำคัญระดับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เลยทีเดียว ถ้าเรียกให้เต็มยศ เขาคือ ดร. จอ วิน วัย 68 ปี สำเร็จปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยบรู้คลิน พาร์ค มีผลงานเขียนบทความทางเศรษฐกิจและการเงินอย่างสม่ำเสมอ

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก่อนที่เขาจะได้รับการเสนอชื่อเพียงไม่กี่วัน ว่าที่รัฐมนตรีคลังคนนี้ ได้ถูกตรวจสอบพบว่าเขาไม่ได้สำเร็จปริญญาเอกมาจริง และมหาวิทยาลัยบรู้คลิน พาร์ค ก็ไม่มีตัวตนอยู่จริง คุณวุฒิระดับ ด๊อกเตอร์ เป็นเพียงกระดาษที่ซื้อมา และเป็นของปลอมโดยสิ้นเชิง

จอ วิน บอกว่าเขาเองก็เพิ่งรู้ว่ามหาวิทยาลัยบรู้คลิน พาร์ค ไม่มีตัวตน และต่อไปนี้ จะไม่ขอใช้คำนำหน้าว่า “ดร.” อีกต่อไปแล้ว

ถ้าเป็นบางประเทศ ข้อมูลที่ถูกเปิดเผยออกมา และเจ้าตัวก็ยอมรับเช่นนี้ อย่าว่าแต่จะทำให้ไม่สามารถดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีคลังได้เลย แม้เป็นรัฐมนตรีอยู่แล้ว ก็คงต้องลาออกจากตำแหน่ง แต่ปรากฏว่าเมื่อสองวันก่อนนี้เอง วันพุธที่ 30 มี.ค. นาย จอ วิน ก็ได้เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีคลัง เรียบร้อยโรงเรียนพม่าไปแล้ว

ก็เป็นเรื่องของเขาและประเทศเขาครับ ไม่เกี่ยวอะไรกับเราและประเทศเรา เอาเป็นว่า ที่เกี่ยวกับเรา (คือคุณผู้อ่าน และตัวผม) ผมเพียงจะบอกว่า กรณีของ นาย จอ วิน นั้น เป็นหนึ่งในจำนวนมากมายที่เกิดขึ้นทั่วโลก เพราะมีรายชื่อและเว็บไซต์ขอมหาวิทยาลัยไม่น้อยกว่า 370 แห่งทั่วโลก ที่คุณสามารถซื้อวุฒิบัตรและปริญญาบัตรได้ ตั้งแต่ระดับมัธยม จนถึงปริญญาเอก สนนราคาสำหรับปริญญาบัตร ที่ออกแบบโลโก้ให้ดูขลัง ลุ้คที่เก๋ไก๋ และชื่อมหาวิทยาลัยระดับนานาชาติ มีตั้งแต่ 10,000 กว่าบาท สำหรับประกาศนียบัตรชั้นมัธยม จนถึง 140,000 บาท สำหรับปริญญาเอก แลกกับคำนำหน้าว่า “ดร.”

ถ้าอยากรู้แหล่ง ก็ตามมาสิครับ ผมจะพาไปดู..........

เมื่อเดือนพฤษภาคม 2015นิวยอร์กไทม์ ได้เปิดเผยองค์กรธุรกิจที่มีชื่อว่า Axact ซึ่งมีพนักงานถึง 2,000 คน ตั้งอยู่ในอาคารหรูกลางกรุงราวัลปินดี ประเทศปากีสถาน เป็นสถานประกอบธุรกิจส่งออกซอฟท์แวร์ แต่ที่แฝงไว้ในธุรกิจของบริษัท ก็คือการขายปริญญา โดยมีลิ้งค์ไปสู่มหาวิทยาลัยหลากหลายทั่วโลกจำนวน 370 แห่ง บริษัทนี้ มีรายได้จากการขายกระดาษวุฒิบัตรปลอมเดือนละหลายล้านดอลลาร์ เลยทีเดียว

มหาวิทยาลัยที่นิวยอร์กไทม์ ได้เปิดเผยเว็บไซต์และรายชื่อออกมา 370 แห่งนั้น ปรากฏว่า 145 แห่ง ไม่มีตัวตนอยู่จริง และใช้วิธีจ้างคนที่บุคลิกเหมาะสม มาแสดงเป็นนักศึกษาและศาสตราจารย์ หลายแห่งตั้งชื่อเลียนแบบมหาวิทยาลัยที่โด่งดังอยู่แล้ว หรือชื่อที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นมหาวิทยาลัยของอเมริกาและอังกฤษ เช่น Columbiana University หรือ Barkley University เป็นต้น

ส่วนมหาวิทยาลัยที่นาย จอ วิน ไปซื้อปริญญาเอกมานั้น ชื่อเสียงเรียงนามว่า Brooklyn Park University ก็ฟังดูไม่เลวทีเดียว เพราะทำให้นึกถึง Brooklyn ในนิวยอร์ก ที่ใครๆก็เคยได้ยินกันมาก่อน

หลังจากนิวยอร์กไทม์ เผยแพร่ข้อมูลไปแล้ว วันรุ่งขึ้น บริษัท Axact ได้แถลงตอบโต้ทันที แต่เพียง 2-3 วันหลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจปากีสถาน ก็บุกเข้าตรวจค้นสำนักงานของ Axact พบว่ามีปริญญาบัตรปลอมมากมายนับหมื่นฉบับ จึงจับกุมผู้บริหารไปดำเนินคดี

นาย จอ วิน ไปซื้อปริญญาเอกมาตั้งแต่เมื่อไร ในราคาเท่าใด ไม่ปรากฏในข่าว แต่สื่อท้องถิ่นขุดคุ้ยขึ้นมา จนเขาต้องออกมายอมรับ ส่วนการที่คนชั้นนำ มีอำนาจ และอยู่ในสังคมที่ปิดประเทศมาเกือบ 50 ปี มีพฤติกรรมอยากเพิ่มคุณวุฒิของตนเองเพื่อให้สังคมยกย่อง ก็พอเข้าใจได้แหละครับ

ประเทศไทยเราเอง ก็มีวิวัฒนาการเรื่องการซื้อปริญญาเอกจากต่างประเทศมานานหลายสิบปีแล้ว ต่อมาในระยะหลังๆ ได้พัฒนามาเป็นวิธีการใหม่ๆ แม้จะมีสถาบันการศึกษาอยู่จริง แต่ก็มีข่าวกระพือกันในวงการศึกษาว่า ที่ไหนบ้าง ได้ด๊อกเต้อร์ โดยไม่ต้องเหนื่อยยากมากนัก มีทางลัดให้เยอะ อะไรประมาณนั้น

ผมชอบคำฝรั่ง ที่บอกว่า “ถ้าเราจะได้อะไรมา เราต้องเป็นผู้ที่ “สมควรได้รับ” สิ่งนั้น” (You must earn it) ความจริงคำว่า “Earn”นั้น ภาษาอังกฤษสั้นนิดเดียว แต่พอเป็นภาษาไทย ต้องแปลกันยาวทีเดียวเพื่อให้ได้ใจความในภาษาอังกฤษ อาจจะเป็นเพราะว่า วัฒนธรรมไทยของเรา ยังไม่ค่อยแข็งแรงในเรื่องนี้ก็ได้ คำภาษาไทยที่เป็นคำสั้นๆและสะท้อนความหมายลึกๆของคำๆนี้ จึงยังไม่ค่อยชัดเจนนัก ผมคิดว่าที่พอจะมีอยู่ก็คงเป็นคำว่า “สมควรได้รับ” นั่นแหละ

คนบางคน ไม่ต้องไปเรียนหนังสือในมหาวิทยาลัยเลย แต่ทำมาหากินด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ประสบความสำเร็จในชีวิต เป็นตัวอย่างที่ดีของคนในสังคม มหาวิทยาลัยยังต้องเสนอขอมอบปริญญาดุษฏีบัณฑิตให้เลย เพราะว่าเขา “Earn” หรือ “สมควรได้รับ” สิ่งนั้น โดยเนื้อแท้จริงๆ

ถึงเวลาที่เราจะต้องสอนลูกสอนหลาน กันอย่างจริงจังแล้วละครับว่า ถ้าอยากได้อะไร เราต้องได้มาด้วยความมานะพยายาม และความชอบธรรม จนเป็นผู้ที่ “สมควรได้รับสิ่งนั้น” ไม่ใช่วิธีง่ายๆ คือใช้เงินซื้อ.....ถ้าหากจะพูดภาษาแบบ AEC สักหน่อย ก็ทำนองว่า.... You must earn it, not pay for it!

บางอย่างในชีวิต มีความชัดเจนว่าเราต้อง Earn มาจริงๆ จะใช้วิธีซื้อคงไม่ได้ อย่างเช่น “ความน่าเชื่อถือ” เป็นต้น เพราะต้องได้มาจากการที่คนๆนั้นได้สั่งสมความดีงาม ความซื่อสัตย์สุจริต เป็นเวลายาวนาน จนผู้คนในสังคมศรัทธาเชื่อถือ และเห็นว่าเขาสมควรได้รับสิ่งนั้นจริงๆ

ผมเสนอว่าเราควรปรับเปลี่ยนวิธีคิด และวิธีการทำงาน คืออย่ามองเพียง “อะไร” แต่ต้องถามว่า “อย่างไร” ด้วย เช่นเราเห็น “คนรวย” ก็เพราะมองเห็นว่าเขามีทรัพย์สินเงินทองมากมาย ตรงนั้นคือ “อะไร” ที่เราเห็น แต่เราควรถามต่อด้วยว่า เขารวยมาได้ “อย่างไร” ถ้าเราตอบคำถามหลังนี้ได้ ความรู้สึกและวิถีปฏิบัติของเราต่อเขาอาจจะเปลี่ยนไปก็ได้

เวลาเราทำงาน เรามักชื่นชอบลูกน้องที่คล่องแคล่ว ใช้งานอะไรก็ได้ผลสมใจ แล้วเราก็มีแนวโน้มที่จะให้สิ่งตอบแทน ขึ้นเงินเดือนหรือให้โบนัส แก่ลูกน้องคนนั้นอย่างเต็มที่ เพราะเรารู้ว่าเขาทำ “อะไร” ให้เราเห็นผล แต่ถ้าเราถามอีกสักนิด และหาข้อมูลมาอีกสักหน่อยว่า เขาทำได้เช่นนั้น ด้วยวิธีการ “อย่างไร” ความรู้สึกที่เรามีต่อเขาอาจจะเปลี่ยนใปก็ได้

เพราะเจ้าหมอนั่นอาจใช้วิธีขุ่มขู่หรือกดดันลูกน้องของตนเอง หรือเอารัดเอาเปรียบเพื่อนร่วมงาน หรือทำงานอย่างไม่โปร่งใส หมกเม็ด เพียงเพื่อให้ได้ผลงานมานำเสนอเจ้านาย ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ เราคงไม่อยากส่งเสริม ใช่ไหมครับ

ผมจึงคิดว่า คำถามที่สังคมไทยควรจะถามกันให้มากขึ้นก็คือ เมื่อเห็น “อะไร”แล้ว อย่าหยุดเพียงแค่นั้น ต้องถามต่อว่า “อย่างไร” ด้วย
ถ้าคนจำนวนมากคิดและถามกันเช่นนี้ สังคมไทยก็คงจะพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น.....