เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการเผยแพร่ข้อมูลที่น่าตกใจว่า มีเด็กและเยาวชนที่ไม่ได้เข้ารับการศึกษาหรือออกจากระบบการศึกษากลางคัน
ในประเทศแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย จำนวนมากกว่าสามแสนคน เฉพาะประเทศไทย มีเด็กและเยาวชนทั้งที่อยู่ในกลุ่มประชากรหลักและกลุ่มชนชาวชายขอบกว่าหนึ่งแสนคนไม่ได้เข้าสู่การศึกษาในระบบ รวมถึงความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ทำให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นชาวไทยอิสลามก็ออกจากระบบการศึกษาจำนวนมาก แม้เด็กและเยาวชนเหล่านี้มีความแตกต่างหลากหลายในคุณสมบัติแต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขาทั้งหมดเหมือนกันก็คือพวกเขากลายเป็นผู้ด้อยโอกาสในสังคม และความด้อยโอกาสนี้ ทำให้เขาต้องเติบโตในท่ามกลางความไม่เสมอภาคกับประชาชนทั่วไป ทั้งๆที่รัฐธรรมนูญทุกฉบับก็ระบุถึงสิทธิและเสรีภาพที่เท่าเทียมกัน มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และควรได้รับการศึกษาเท่าเทียมกับคนอื่นๆ ในสังคม จึงเป็นที่น่าสนใจว่า ถ้าต้องการยกระดับความเสมอภาคและเท่าเทียมกันของเด็กและเยาวชนผู้ด้อยโอกาสเหล่านี้ เราควรจะทำอย่างไร
กรณีศึกษาที่น่าสนใจคือการแก้ไขปัญหาความไม่เสมอภาคและเป็นธรรมระหว่างคนผิวดำกับคนผิวขาวในประเทศสหรัฐอเมริกาก่อนปี ค.ศ. 1965 ซึ่งเด็กและเยาวชนคนผิวดำที่เป็นคนกลุ่มน้อยของสังคมได้รับการศึกษาอย่างจำกัดด้วยสาเหตุต่างๆอาทิการถูกกีดกันเนื่องจากชาติพันธุ์ สีผิว หรือวิถีการดำรงชีพที่แตกต่างจากคนผิวขาว ชาวผิวดำก่อนที่จะมีกฎหมายสิทธิมนุษยชน (Civil Rights Law) ในปี 1965 นั้นถูกบีบคั้นทางสังคม และถูกแบ่งแยก (Segregation) จากสังคมคนผิวขาวอย่างมาก ไม่ว่าจะด้วยวิถีการดำรงชีวิต สังคม การศึกษา ตลอดจนการมีส่วนร่วมทางการเมือง การผ่านกฎหมายสิทธิมนุษยชน ทำให้ประชาชนคนผิวดำมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง (Voting) มีสิทธิเข้าถึงและใช้บริการของรัฐอย่างทั่วถึง (Public Accommodation and Services) มีสิทธิได้รับการจ้างงาน (Employment) มีสิทธิในการอยู่อาศัย (Housing) และที่สำคัญคือสิทธิที่จะได้รับการศึกษาโดยไม่ถูกแบ่งแยก (Desegregation)
เมื่อรัฐบาลกลางได้บังคับใช้กฎหมายสิทธิมนุษยชนใหม่ๆนั้น รัฐบาลพยายามที่จะให้มีสภาพบังคับกับประชาชนทั้งประเทศ แต่ในความเป็นจริงนั้น รัฐทางภาคใต้และแถบชายแดนของประเทศ หลายรัฐยังไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตซึ่งมีการแบ่งแยกระหว่างระหว่างคนผิวขาวและคนผิวดำ แม้ว่ารัฐบาลกลางจะพยายามผลักดันให้เกิดความเท่าเทียมกันเพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติกฎหมายว่าด้วยสิทธิมนุษยชนก็ตาม
สิ่งที่รัฐบาลกลางพยายามที่จะทำให้เกิดความเท่าเทียมกันอย่างเป็นรูปธรรม ก็คือการกำหนดมาตรฐานในการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อสร้างความเท่าเทียมกันอย่างเข้มงวด เป้าหมายของรัฐบาลกลางคือต้องการกำจัดความลำเอียงหรือการเลือกปฏิบัติ (Discrimination) ให้หมดไป เพื่อให้คนผิวดำหรือชนกลุ่มน้อยของประเทศสามารถมีและใช้สิทธิเสรีภาพได้เท่าเทียมกับคนผิวขาวซึ่งเป็นชนส่วนใหญ่ของประเทศ มาตรฐานในการบังคับใช้กฎหมายนี้ก็คือ การมีเสรีภาพในการเลือกแนวทางที่ตนต้องการ (Freedom of Choices) และการได้รับการยืนยันจากรัฐในความถูกต้องของการกระทำที่เป็นไปตามหลักหลักกฎหมายและสิทธิเสรีภาพของประชาชน (Affirmation Action)
สิ่งแรกที่รัฐบาลกลางดำเนินการเพื่อสร้างเสรีภาพในการเลือก (Freedom of Choices) ก็คือเรื่องเสรีภาพในการศึกษา ซึ่งบังคับให้ทุกโรงเรียนจะต้องมีแผนการที่แสดงถึงการไม่เลือกปฏิบัติในโรงเรียน (School Desegregation Plan) นั่นคือเด็กผิวดำจะมีความเท่าเทียมกันกับเด็กผิวขาวที่จะเลือกเข้าเรียนในโรงเรียนใดๆได้ตามที่กฎหมายสิทธิมนุษยชนบัญญัติไว้ และแม้ว่าจะเข้าเรียนได้แล้ว ถ้าโรงเรียนใดมีการแบ่งแยกในการเข้าร่วมกิจกรรมหรือการใช้เครื่องมืออุปกรณ์ระหว่างคนต่างสีผิว จะถือว่ายังมีการแบ่งแยกอยู่ และถือว่าไม่ได้ดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง
ส่วนเรื่องการยืนยันความถูกต้อง (Affirmation Action) นั้น เป็นสิ่งที่ยากกว่าเรื่องเสรีภาพในการเลือก นั่นคือ เมื่อประชาชนมีเสรีภาพในการเลือกแล้ว รัฐจะต้องยืนยันความถูกต้องของการใช้เสรีภาพเช่นว่านั้น ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันอย่างแท้จริงในสังคม การยืนยันความถูกต้องเป็นการทำให้การเลือกปฏิบัติต้องหยุดลง และแทนที่ชนกลุ่มน้อยจะต้องช่วยตนเองเพื่อให้มีโอกาสเท่าเทียมกันกับชนส่วนใหญ่ในสังคม ก็ให้หน้าที่การสร้างความเท่าเทียมกันเป็นภาระเจ้าหน้าที่รัฐที่จะต้องรับผิดชอบสร้างความเท่าเทียมกัน หลัง จากที่เคยเป็นผู้สร้างความไม่เท่าเทียมกันในอดีต หรืออาจจะกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า การยืนยันความถูกต้อง (Affirmation Action) นี้ ไม่ใช่แค่การยกเลิกการเลือกปฏิบัติเท่านั้น แต่ต้องเป็นสิ่งที่ทำให้สามารถเอาชนะ หรือข้ามกำแพงแห่งความไม่เท่าเทียมกัน ทำให้ชนกลุ่มน้อยมีโอกาสเท่าเทียมกันกับชนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง โดยเป็นการดำเนินการอย่างมีแบบแผน จัดทำอย่างเหมาะสมกับสภาพของแต่ละสังคม หรืออีกนัยหนึ่งก็คือทำให้เกิดความสำเร็จ คือความเท่าเทียมกันในทุกรูปแบบ โดยการดำเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้โดยเฉพาะ ภายในกรอบระยะเวลา และอย่างรวดเร็ว
การยืนยันความถูกต้อง หรือ Affirmation Action นี้ สามารถทำได้ในทุกระดับ และมิใช่เป็นเพียงการแสดงเครื่องหมายของการมีโอกาสเท่าเทียมกันเท่านั้น เช่นการยืนยันความถูกต้องโดยสำนักงานข้าราชการพลเรือน (Civil Service Commission) จะต้องกำหนดไว้ในแผนอย่างเป็นรูปธรรมว่าจะรับชนกลุ่มน้อยเป็นจำนวนหรือสัดส่วนเท่าใดเข้าเป็นข้าราชการ มีแผนงานที่จะเข้าช่วยการคัดเลือกบุคลากรเพื่อให้มีการจ้างงานที่เป็นธรรม มีการเข้าช่วยเหลือทางเทคนิคเพื่อให้ชนกลุ่มน้อยเข้าใจถึงกฎหมายแรงงานที่สร้างความเป็นธรรม จัดให้ มีการประชาสัมพันธ์ให้ชนกลุ่มน้อยทราบถึงความเท่าเทียมกันในการเข้าทำงาน ตลอดจนการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งหลายเพื่อการวิเคราะห์วิจัย สร้างแนวทางปฏิบัติที่จะทำให้ชนกลุ่มน้อยมีโอกาสเข้าทำงานอย่างเท่าเทียมกับชนส่วนใหญ่ของประเทศ
ในการประเมินการยืนยันความถูกต้องนี้ หน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกา เรียกว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (Commission on Civil Rights) ได้กำหนดไว้ว่า ผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินการยืนยันความถูกต้อง จะประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญคือ
มีมาตรฐานหรือเป้าหมายเป็นรูปธรรมเชิงตัวเลข (Numerical Standards) เพื่อใช้ประเมินว่าได้ดำเนินการตามหลักการยืนยันความถูกต้องมีข้อมูลพร้อม (Availability of Data) ที่จะใช้ประเมินความพยายาม หรือการกำจัดการเลือกปฏิบัติมีการตรวจสอบถึงการดำเนินการที่สอดคล้องกับเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง (Continuous Monitoring) จากเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งมิใช่เพียงการฟังจากคำร้องทุกข์อย่างเดียว และมีหน่วยงานเดียวทำหน้าที่ตรวจสอบและใช้อำนาจในการดำเนินการยืนยันความถูกต้อง (Locus of Sanctioning Powers)
การยืนยันความถูกต้องเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างมากเมื่อวิธีการให้เลิกการเลือกปฏิบัติไม่สามารถทำได้โดยสมัครใจ การใช้เสรีภาพในการเลือก (Freedom of Choices) ในบางครั้งกว่าจะหาข้อยุติได้ ก็ต่อเมื่อเป็นคดีความ และมีคำพิพากษาแล้ว แต่วิธียืนยันความถูกต้อง (Affirmation Action) จะเป็นการผสมผสานตามขั้นตอนต่างๆ เพื่อให้มีการยุติการแบ่งแยกได้อย่างแท้จริง
มาตรฐานหรือเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมเชิงตัวเลข (Numerical Standards)
การยืนยันความถูกต้องนี้สามารถมีบทบาทอย่างมากในเรื่องที่เกี่ยวกับการศึกษา การออกเสียงเลือกตั้ง และการจ้างงาน ในการประเมินเรื่องเหล่านี้ว่าสอดคล้องกับหลักยืนยันความถูกต้องหรือไม่ สามารถพิจารณาได้จากสัดส่วนของชนกลุ่มน้อยที่เข้ามาใช้สิทธิ การยืนยันความถูกต้องเกี่ยวกับการศึกษาจำเป็นที่จะต้องเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายครูและนักเรียนจำนวนมากเพื่อทำให้เกิดความสมดุลในโรงเรียนต่างๆ ซึ่งถ้าเพียงเปิดโอกาสให้มีเสรีภาพในการเลือกแต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่มีการยืนยันความถูกต้องด้วย อย่างดีที่สุดที่นักเรียนจะได้รับก็คือการไม่ถูกเลือกปฏิบัติเมื่อเขาเหล่านั้นสมัครเข้าเรียนโรงเรียนที่ชนส่วนใหญ่เรียนเท่านั้น หลังจากนั้นก็จะไม่มีมาตรการใดที่จะยืนยันความถูกต้องชอบด้วยกฎหมายระหว่างศึกษาอยู่ในโรงเรียน
ความพร้อมของข้อมูล (Availability of Data)
ในการยืนยันความถูกต้อง หลักฐานที่แสดงถึงการเลือกปฏิบัติที่แสดงว่าชนส่วนน้อยถูกปฏิเสธที่จะให้เข้าร่วมกิจกรรม หรือไม่สามารถใช้เครื่องมือเครื่องอำนวยความสะดวก เพราะเหตุความแตกต่างทางชาติพันธุ์ หลักฐานเหล่านี้สามารถใช้เป็นข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ในเรื่องต่างๆได้อีกมาก ซึ่งดีกว่าเพียงให้มีเสรีภาพในการเลือกเท่านั้น การยืนยันความถูกต้องจะถูกทำเป็นรายงานแสดงถึงสัดส่วนของชนกลุ่มน้อยที่มีคุณสมบัติครบถ้วนว่าได้ใช้สิทธิมากน้อยเพียงใด และเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ เช่นตัวเลขสัดส่วนครูที่มาจากชนกลุ่มน้อยกับชนกลุ่มใหญ่เป็นอย่างไร ซึ่งถ้าไม่มีข้อมูลเหล่านี้ก็จะไม่สามารถพิจารณาความเท่าเทียมกันของการปฏิบัติหน้าที่ครูของแต่ละโรงเรียนได้
การตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง (Continuous Monitoring)
องค์ประกอบที่สามของการยืนยันความถูกต้องก็คือการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีความหมายว่า ข้อกำหนดที่ห้ามมิให้มีการเลือกปฏิบัติได้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเต็มที่แล้วหรือไม่ เมื่อเจ้าหน้าที่มีการสรุปว่ามีการเลือกปฏิบัติจริง ก็จะต้องมีการสร้างวิธีการตรวจสอบ ถ้าเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่มีอำนาจในการดำเนินการตรวจสอบเพื่อแก้ไขการเลือกปฏิบัติ ภาระก็จะไปตกกับผู้ที่คิดว่าตนได้รับผลกระทบจากการเลือกปฏิบัติ การพิจารณาเพียงแค่คำร้องทุกข์ของผู้ที่ได้รับผลกระทบยังไม่มีน้ำหนักพอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบาย ยิ่งไปกว่านั้นจำนวนการร้องทุกข์ก็อาจจะน้อยกว่าความทุกข์ที่เกิดขึ้นจริง เพราะชนส่วนน้อยมักเป็นคนจน ไม่อยากร้องทุกข์ และไม่อยากเป็นคดีความ ซึ่งย่อมส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ให้ลดลงไปด้วย นอกจากนี้ ยังมีอุปสรรคอย่างอื่น เช่นความไม่ยุติธรรมที่เกิดจากการร้องทุกข์ การไม่สามารถเข้าถึงและได้รับการแก้ไขเยียวยา ตลอดจนค่าใช้จ่ายเพื่อการแสวงหาความยุติธรรมทางศาล
การตรวจสอบอย่างต่อเนื่องเป็นเรื่องที่ดีที่จะได้ใช้มาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ อย่างไรก็ตาม มาตรฐานดังกล่าวอาจจะไม่เท่ากันในทุกแห่ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคลากรและงบประมาณในการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องด้วย บางครั้ง การตรวจสอบที่ใช้เวลานานเกินไป และไม่ได้กระทำอย่างต่อเนื่อง ก็เท่ากับการไม่ให้ความยุติธรรมที่เท่าเทียมกันเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ การตรวจสอบ ไม่ว่าจะดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่หน่วยงาน ก็ถือว่าเป็นข้อมูลป้อนกลับ (Feedback) ที่สำคัญ ซึ่งจะมีผลต่อการประเมินความสำเร็จหรือไม่สำเร็จก่อนหน้านี้ ซึ่งถ้าพบว่าไม่มีความก้าวหน้า หน่วยงานก็สามารถปรับกลยุทธ์เพื่อจัดการให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม ในกรณีที่ไม่มีการตรวจสอบเป็นประจำ อาจจำเป็นต้องแยกคำร้องทุกข์เพื่อดูว่ามีเทคนิคหลีกเลี่ยงใหม่ๆอย่างใดหรือไม่
หน่วยงานเดียวเพื่อตรวจสอบ (Locus of Sanctioning Powers)
การยืนยันความถูกต้องจะมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นถ้าการตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมายสามารถดำเนินการได้ในหน่วยงานเดียว มากกว่าที่จะแบ่งแยกไปหลายๆหน่วยงาน ถ้างานตรวจสอบและงานบังคับใช้กฎหมายให้มีสภาพบังคับถูกแบ่งแยกออกจากกัน ผู้มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายเพื่อให้มีสภาพบังคับในสังคมอาจจะตกอยู่ในสถานะที่ไม่มั่นคงและไม่มีความเชื่อมั่น แต่ถ้าเป็นหน่วยงานเดียว ก็จะมีความชัดเจนว่าสามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้องครบถ้วน และปรับเปลี่ยนได้ตามสภาพที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งเมื่อถึงจุดนี้ เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานจะกล้าดำเนินการด้วยความมั่นใจ
ระบบการศึกษาไทยกับเด็กและเยาวชนผู้ด้อยโอกาส
ความสำเร็จของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาที่ออกกฎหมายให้มีเสรีภาพในการเลือก (Freedom of Choices) และยืนยันความถูกต้อง (Affirmation Action) ทำให้ช่องว่างระหว่างคนผิวดำซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยมีโอกาสที่จะเท่าเทียมกันกับชนกลุ่มใหญ่ผิวขาวได้ นับแต่มีกฎหมายดังกล่าว ประชาชนคนผิวดำได้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งมากขึ้น เข้าสู่ระบบการศึกษามากขึ้น และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีบ้านพักอาศัย และเข้าถึงบริการภาครัฐ ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกเลือกปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน แม้ว่าเรื่องของสิทธิมนุษยชนจะถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเกือบทุกฉบับ แต่การบังคับใช้เพื่อให้ชนกลุ่มน้อยและผู้ด้อยโอกาสมีความเท่าเทียมกับประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศยังไม่ได้ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในเรื่องของเกณฑ์มาตรฐานเชิงตัวเลข (Numerical Standard) ความพร้อมของข้อมูล (Availability of Data) การตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง (Continuous Monitoring) และการมีหน่วยงานดำเนินการบังคับใช้กฎหมายให้มีสภาพบังคับอย่างแท้จริง (Locus of Sanctioning Powers)
จริงอยู่ ในบางครั้ง บางช่วงเวลา รัฐบาลได้กำหนดให้หน่วยงานอาทิ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศ.อ.บ.ต.) ทำหน้าที่คล้ายกันนี้ แต่การปฏิบัติงานของศูนย์ ก็เป็นเพียงหน่วยงานประสานมากกว่าหน่วยงานที่มีอำนาจอย่างแท้จริง ไม่เป็นหน่วยงานที่มีอำนาจบังคับใช้กฎหมายให้มีสภาพบังคับ และที่สำคัญก็คือไม่เป็นหน่วยงานที่สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง
ระบบการศึกษาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเพียงตัวอย่างของการไม่ได้ให้ความสำคัญของชนกลุ่มน้อย ซึ่งไม่เฉพาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น ในหลายๆท้องที่ของประเทศ เรายังมีชาวชายขอบประชาชนชาวเขาเผ่าต่างๆทั้งที่อาศัยอยู่ในชุมชนของตัวเอง หรือเร่ร่อนอยู่ตามตะเข็บชายแดนของประเทศ รัฐบาลจะต้องจัดการศึกษาให้ชนกลุ่มน้อยได้เข้ามาสู่ระบบการศึกษาของคนส่วนใหญ่อย่างเท่าเทียมกัน จนกว่าช่องว่างทางการศึกษาได้ถูกแก้ไขแล้ว ชนกลุ่มน้อยจึงจะมีโอกาสได้ปรับปรุงความสามารถในการหาเลี้ยงชีพได้เป็นสัดส่วนเท่าเทียมกันกับชนกลุ่มใหญ่ และถึงแม้ว่าในรัฐธรรมนูญจะได้กำหนดไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติในสังคมเรา แต่ในทางปฏิบัติ ความไม่เท่าเทียมกันก็ยังคงมีอยู่ เหตุเพราะเราไม่มีวิธีการยืนยันความถูกต้อง (Affirmation Action) อย่างแท้จริง
การศึกษากับการจ้างงานเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกัน เมื่อชนกลุ่มน้อยและผู้ด้อยโอกาสได้รับการยืนยันความถูกต้องตั้งแต่การเข้ารับการศึกษา ก็ย่อมมีโอกาสที่จะแข่งขันแสวงหางานที่ตรงกับความรู้ความสามารถของตนได้ ในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า เมื่อนักเรียนผิวดำได้รับการศึกษาโรงเรียนเดียวกับเด็กผิวขาว ก็จะมีเพื่อนผิวขาวมากขึ้น ตลอดชีวิต และเมื่อก้าวสู่วัยทำงานก็สามารถรับรู้ถึงการทำงานที่จะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น เช่นเดียวกัน หากนักเรียนที่เป็นชนกลุ่มน้อยหรือผู้ด้อยโอกาสของประเทศไทยได้เข้าสู่ระบบการศึกษาของชนกลุ่มใหญ่ เมื่อเขาเหล่านั้นจบการศึกษา ก็จะสามารถรับรู้ถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการทำงานเพื่อให้มีรายได้มากขึ้นเช่นเดียวกับคนส่วนใหญ่ และด้วยรายได้ที่มากขึ้น ก็จะทำให้ชนส่วนน้อยไม่มีช่องว่างในการเข้าถึงสินค้าและบริการทั้งหลายที่มีไว้เพื่อประชาชนทั่วไปได้
การศึกษาและการมีส่วนร่วมในทางการเมืองถือเป็นกระบวนการสำคัญในการเข้าสู่สังคมการเมือง (Political Socialization) ของประเทศ เพราะทำให้เกิดความรู้และค่านิยมทางการเมือง โรงเรียนเป็นสถาบันขั้นต้นที่จะกล่อมเกลานักเรียนที่เป็นชนกลุ่มน้อยและเด็กหรือเยาวชนผู้ด้อยโอกาสให้เข้ากับระบบของชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ นักเรียนที่มาจากชนกลุ่มน้อยและผู้ด้อยโอกาส เมื่อจบการศึกษา อาจจะไม่เพียงมีความเข้าใจระบบการเมืองของคนส่วนใหญ่มากขึ้น แต่เป็นการเตรียมตัวเข้าสู่ตลาดแรงงานด้วย การได้เข้าสู่ตลาดแรงงานที่จะทำให้มีรายได้ดี จะทำให้เขาเหล่านั้นมีความสุขในชีวิต และนั่นก็หมายถึงการขจัดความรู้สึกไม่เป็นมิตร และความหวั่นวิตกของชนกลุ่มน้อยผู้ด้อยโอกาสไปในตัว

