วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

การประมูล 4G โจทย์ยากของประเทศ

การที่ JAS ไม่จ่ายเงินประมูล 4จี ย่อมเป็นเพียงปลายเหตุของวิกฤติการณ์ครั้งสำคัญ ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของประเทศไทย

ต้นเหตุหนึ่งของวิกฤติในครั้งนี้ อาจจะมาจากการที่กฎหมายไทย ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่าการจัดสรรคลื่นความถี่ อันเป็นทรัพยากรของชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด ต้องใช้วิธี "ประกวดราคา" เท่านั้น

            นอกเหนือจากวิกฤติของการประมูล 4G ยังมีการกล่าวโยงถึงปัญหาหลังภายจากการประมูลทีวีดิจิทัล โดยยกรวมอย่างเหมาเข่งเลยไปว่า การประกวดราคาเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมกับอุตสาหกรรมโทรคมนาคมและบรอดคาสต์ แต่การที่จะมาตอบว่า การประกวดราคา เป็นรูปแบบของการจัดสรรคลื่นความถี่ ที่มีความเหมาะสมหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องที่ตอบได้ง่าย เพราะหากใช้รูปแบบอื่น ก็อาจจะมีวิกฤติการณ์ในลักษณะอื่น ที่ติดตามมา ก็เป็นได้

            สิ่งที่หลายท่านอาจมิทราบ คือการประกวดราคา ไม่ใช่รูปแบบของการจัดสรรคลื่นความถี่ ที่มีความนิยมสูงสุดในนานาอารยประเทศ ในขณะที่ "การประกวดคุณสมบัติ" กลับเป็นรูปแบบที่มีความแพร่หลายยิ่งกว่า

            ประเทศที่เลือกใช้การประกวดคุณสมบัติ ให้ความยืดหยุ่นกับเจ้าหน้ารัฐ กับการใช้ดุลยพินิจในการจัดสรรคลื่นความถี่ เพื่อเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน เหตุผลหลักของการเลือกใช้การประกวดคุณสมบัติ คือผู้ที่เสนอราคาคลื่นความถี่สูงสุด ไม่ได้หมายความว่า จะต้องเป็นผู้ที่สร้างประโยชน์สูงสุด เพราะประโยชน์ที่จะมีขึ้นต่อชาติและประชาชน ไม่ได้มาจาก "ราคา" คลื่นความถี่เท่านั้น แต่มีตัวแปรที่มีตัวคูณในมากมายหลายมิติ ที่สะท้อนมาจากการคุณภาพของการให้บริการ ราคา การเข้าถึงของโครงข่าย และการลงทุนในประเทศ ทั้งในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากร

            ทั้งหมดนี้เป็นประโยชน์ของการให้บริการ 4G ที่ส่งผลโดยตรงต่อประเทศชาติและประชาชน มากยิ่งกว่าราคาคลื่นความถี่ โดยเป็นประโยชน์ที่ต้องผ่านการจัดสรรผ่านงบประมาณของภาครัฐไปยังภาคส่วนต่างๆ

            แต่กฎหมายไทยได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า การจัดสรรคลื่นความถี่ ต้องใช้วิธีประกวดราคาเท่านั้น เนื่องจากผู้ที่ร่างกฎหมายในขณะนั้น น่าจะมีความเชื่อที่ว่า การประกวดราคา เป็นวิธีที่เหมาะสมกับประเทศไทย เพราะมีความโปร่งใส หลีกเลี่ยงการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ และการฟ้องร้องอย่างไม่มีที่สิ้นสุด โดยผู้ที่เสียประโยชน์จากการประกวดคุณสมบัติ ซึ่งต้องพิสูจน์ทั้งความโปร่งใสและการมีเหตุผลของการใช้ดุลยพินิจโดยเจ้าหน้าที่รัฐ

            การเปิดโอกาสให้ เจ้าหน้าที่รัฐ สามารถมีความยืดหยุ่นกับการใช้ดุลยพินิจในการจัดสรรคลื่นความถี่ สามารถเป็นได้ทั้งเรื่องที่ดีและเรื่องที่ไม่ดี โดยขึ้นอยู่กับความพร้อมของประเทศและความเหมาะสมของผู้ที่ได้มาเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งไม่มีใครที่สามารถจะรับประกันได้ ในระหว่างที่กำลังร่างกฎหมาย

            บทเรียนที่สำคัญของการประกวดราคาในการประมูลที่ผ่านมา คือการที่ทุกฝ่าย ได้ให้ความสำคัญกับราคาคลื่นความถี่ที่สูง จนเกือบจะเหมือนเป็นสิ่งเดียวที่มีความสำคัญและทำให้หลงลืมผลกระทบที่จะเกิดขึ้นภายหลังการประมูล

            ความจริงแล้วนักเศรษฐศาสตร์ได้แบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 ช่วง คือ 1.การแข่งขันระหว่างการประมูล และ 2.การแข่งขันภายหลังการประมูล โดย การแข่งขันระหว่างการประมูล เป็นการแข่งขันเพื่อเข้าสู่ตลาดที่ผ่านมาใช้เวลา 4 วัน ในขณะที่ การแข่งขันภายหลังการประมูล คือการแข่งขันในตลาดที่แท้จริงตามอายุใบอนุญาตและจะมีระยะเวลา 18 ปี

            ทั้งนี้ คุณภาพของการให้บริการ ราคา การเข้าถึงของโครงข่าย ฯลฯ ที่ได้กล่าวมาแล้ว ที่ส่งผลโดยตรงต่อประเทศชาติและประชาชน ล้วนเป็นการแข่งขันภายหลังการประมูล ซึ่งถูกหลงลืมไป แม้จะมีการกล่าวอ้างว่าการแข่งขันเพื่อเข้าสู่ตลาด จะไม่ส่งผลในเชิงลบต่อการแข่งขันในตลาด แต่วิกฤติการณ์ในวันนี้ ย่อมต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงบางอย่าง

            นานาอารยประเทศล้วนมีบทเรียนจากการจัดสรรคลื่นความถี่ที่ผิดพลาด ในทางทฤษฎีแล้วประเทศไทยซึ่งเริ่มช้ากว่าประเทศอื่นอย่างน้อยหนึ่งทศวรรษก็ควรจะได้เรียนรู้จากผู้ที่เคยผิดมาก่อนไม่มากก็น้อย

            จากจุดนี้ไป ย่อมเป็นโจทย์ของการแก้ไขเพื่อหาทางออกเฉพาะหน้า แต่เรื่องนี้จะสำคัญจนกระทั่งเป็นโจทย์ของการแก้กฎหมายเพื่อหาทางออกระยะยาวหรือไม่ ย่อมเป็นเรื่องที่ควรขบคิด แต่จะแก้เป็นอย่างไรเป็นโจทย์ที่ยาก เพราะหากเปลี่ยนจากการประกวดราคามาใช้รูปแบบอื่น ก็อาจจะมีวิกฤติการณ์ในลักษณะอื่นก็เป็นได้