วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธปท.แทรกแซงตลาด กดบาทอ่อนช่วยส่งออก

มติที่เป็น“เอกฉันท์” 7 ต่อ 0 ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน

 (กนง.) ที่ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% ในการประชุมเมื่อวันที่ 23 มี.ค.ที่ผ่านมา อาจไม่“เซอร์ไพรส์” สำหรับตลาดและนักลงทุน แต่กลับสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการเข้าแทรกแซงค่าเงินบาท จนทำให้เงินบาทสวิงอ่อนค่าลงจนทะลุ 35.30 บาทต่อดอลลาร์ในวันนี้ เท่ากับเป็นการลดค่าเงินบาทลงมากกว่า 50 สตางค์ในช่วงเวลาเพียง 3 วันนับจากต้นสัปดาห์นี้ หลังจากคาดการณ์แนวโน้มการส่งออกไทยปีนี้อาจติดลบถึง 2% จากคาดการณ์เดิมที่อัตรา 0% ขณะที่สัญญาณเศรษฐกิจอ่อนแรงลงโดยชะลอตัวโตเหลือเพียง 3.1% ลดลงจากเดิมที่คาดว่าจะเติบโตที่ 3.5% โดยถือเป็นครั้งแรกเมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยอมรับว่าเกิดจากแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่ตกต่ำลง ส่งผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเป็นไปอย่างเชื่องช้า และมีความเสี่ยงขาลงที่จะมาจากภาวะชะงักงันภายใต้เงินฝืดที่อารุนแรงมากขึ้น หลังจากที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในสถานการณ์ที่ติดลบอย่างต่อเนื่องมาเนิ่นนานมากกว่า 1 ปี

โดยเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้ายังหดตัวสูง และมีแนวโน้มจะชะลอตัว ตามทิศทางของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลัก การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการค้าโลก และปัญหาความสามารถในการแข่งขันของไทยที่ถดถอยลง ทำให้เศรษฐกิจไทยยังคงมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ในการประชุม กนง.ครั้งก่อน และยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังอ่อนไหว รวมทั้งทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศอุตสาหกรรมหลักคือ สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ที่อาจแตกต่างกันมากขึ้น ส่งผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศและอัตราแลกเปลี่ยน โดยส่งผลให้เงินบาทโน้มแข็งค่าขึ้นในบางช่วงในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งอาจไม่เอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเท่าที่ควร ขณะเดียวกันอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำมาจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ตกต่ำลงมานานหลายปี รวมถึงราคาน้ำมันที่ปรับลดลงแต่กลับไม่ได้ช่วย ให้เกิดประโยชน์เต็มที่ในการผลิตสินค้าเพื่อส่งออก หรือเพื่อใช้ในประเทศตรงข้ามกับที่มีแนวโน้มหดตัวลงด้วยซ้ำ ถึงแม้ว่ารัฐมนตรีคลังของไทยจะบอกว่า การส่งออกในเดือนก.พ.เป็นบวกเพิ่มขึ้นถึง 10% เทียบกับเดือนม.ค.ก่อนหน้าที่ติดลบ 8.9% ยังคงมีความไม่แน่นอนค่อนข้างสูง

ทำให้ธปท.มีการปรับท่าทีจากที่เฝ้าระวังด้าน "เสถียรภาพการเงิน” ต้องหันมาพิจารณาผ่อนคลายทางด้านอัตราแลกเปลี่ยนของเงินบาท ใช้นโยบายเชิงรุกในการเข้าแทรกแซงตลาดเพื่อกดให้เงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลง ในทิศทางเดียวกับที่ธนาคารกลางของประเทศที่พัฒนาแล้วได้เน้นการใช้นโยบายการเงินเป็นหลัก คือการลดดอกเบี้ยและการพิมพ์เงินใหม่ด้วยการผ่อนคลายปริมาณเงินเชิงนโยบาย หรือการอัดฉีดเงินคิวอีเพิ่มเข้าสู่ระบบ หวังให้ตลาดการเงินมีสภาพคล่องมากขึ้น และเพื่อให้เศรษฐกิจสามารถฟื้นตัวได้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งการใช้นโยบายกดดอกเบี้ยลงใกล้ศูนย์ จนถึงอัตราดอกเบี้ยที่ติดลบเช่นในกรณีญี่ปุ่นและอีกหลายประเทศในยุโรป แต่การใช้นโยบายการเงินแบบสุดโต่งก็ยังไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจของประเทศ ที่พัฒนาแล้วฟื้นตัวได้ นอกจากนี้ยังมีอัตราเงินเฟ้อที่ติดลบทั้งในญี่ปุ่นและบางช่วงในยุโรป ทำให้ไม่ต้องพูดถึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยังมองไม่เห็นทิศทางที่แน่นอนได้เลย ถึงแม้ว่าในระยะหลังนี้ หลายประเทศจะหันมาใช้มาตรการด้านนโยบายทางการคลังเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จได้เท่าที่ควร เพราะข้อจำกัดทางนโยบายการคลังที่เกิดขึ้นจากภาวะหนี้สินของประเทศที่พุ่งสูงขึ้นนั่นเอง

การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจึงเป็นไปอย่างขึ้นๆ ลงๆ ไม่มั่นคง แม้แต่เศรษฐกิจของสหรัฐที่อาจจะขยายตัวเหลือเพียง 1.4% ในไตรมาสแรกนี้แทนอัตราเติบโตที่คาดว่าจะมีถึง 2.7% ในช่วงก่อนหน้านี้ ขณะที่เศรษฐกิจจีนก็กลับมีการชะลอตัวลงรวดเร็วกว่าที่คาดมาอยู่ที่ระดับ 6.5% ต่อปีแทนที่จะเป็น 7% ซึ่งเป็นเป้าหมายเดิมของทางการจีนได้วางไว้ โดยจะเห็นได้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ที่เป็นผลมาจากความพยายามของแต่ละประเทศที่จะทำให้ตัวเองฟื้นตัว โดยสร้างเงื่อนไขผ่อนคลายทั้งทางการเงินและการคลังในด้านต่างๆ แต่ดูเหมือนทุกอย่างจะเดินไปอย่างเชื่องช้าที่อาจเป็นผลต่ออนาคตที่อ่อนแอในอีก 5-10 ปีนับจากนี้ ดังนั้น เราอาจจะต้องจับตา ธปท.ที่ไม่เพียงเข้าแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนที่กดเงินบาทอ่อนโดยหวังช่วยส่งออกของประเทศ ยังต้องติดตามดูว่าในที่สุดการประชุม กนง.ของธนาคารแห่งประเทศไทยในครั้งหน้า อาจจะต้องพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง ตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยติดลบของตลาดการเงินโลกขณะนี้หรือไม่