เงินท่วมโลก

เงินท่วมโลก

เศรษฐกิจโลกปัจจุบันนอกจากยังไม่ดีและไว้วางใจไม่ได้แล้ว คำสำคัญอีกคำหนึ่งที่ควรตระหนักคือ “ยากที่จะคาดการณ์อนาคต”

อีกด้วย

แม้ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ขึ้นดอกเบี้ยไปเมื่อธันวาคมปีที่แล้ว แต่เศรษฐกิจอเมริกาก็ไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่คาดกัน กลับอ่อนแรงกะปลกกะเปลี้ยเสียด้วยซ้ำ โดยเฉพาะเมื่อมีข่าวร้ายจากจีนเข้ามากระทบตั้งแต่ต้นปี ที่สำคัญอเมริกาจะดีไปได้อย่างไรในเมื่อทั้งโลกอ่อนแอ

วันที่ 29 มกราคม 2559 ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ปรับลดดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์นำมาฝาก จากเดิม 0.1% เป็น -0.1% เพื่อเร่งให้บรรดาธนาคารปล่อยกู้และกระตุ้นเศรษฐกิจเติบโต นี่คือครั้งแรกของนโยบายดอกเบี้ยติดลบของ BOJ

29 กุมภาพันธ์ ธนาคารกลางจีน (PBOC) ปรับลดอัตราเงินสดสำรองที่ธนาคารพาณิชย์ต้องเตรียมไว้ (RRR) ลงอีก 0.5% เป็น 17% ซึ่งทำให้ธนาคารปล่อยกู้เพิ่มได้อีก 650,000 ล้านหยวน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซา

แต่ที่เหนือคาดหมายของตลาดคือคำประกาศของธนาคารกลางยุโรป (ECB) เมื่อ 10 มีนาคม โดย (1) ลดดอกเบี้ยนโยบายจาก 0.05% เหลือ 0% (2) ลดดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้ จาก -0.3% เป็น -0.4% (3) เพิ่มวงเงินซื้อสินทรัพย์ จาก 6 หมื่นล้านยูโรเป็น 8 หมื่นล้านยูโรต่อเดือน ขยายไปซื้อตราสารการเงินภาคเอกชน (Corporate Bonds) โดยคงระยะเวลาซื้อถึงมีนาคม 2560 ตามเดิม

 และวันที่ 16 มีนาคม ธนาคารกลางสหรัฐประกาศคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม ขณะที่แนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยปี 2559 ลดจากเดิม 4 ครั้ง เหลือแค่ 2 ครั้ง ค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวลง ขณะที่ค่าเงินประเทศเศรษฐกิจใหม่ (รวมไทย) แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง

ความจริงของเศรษฐกิจโลกปัจจุบันคือ อ่อนแอ-เติบโตต่ำ-หนี้เยอะ และที่สำคัญคือ เงินท่วมโลก! เงินก็มาจากบรรดาธนาคารกลางที่พิมพ์เงิน (QE) เข้าระบบนั่นเอง ตัวอย่างเช่น เฟดเริ่มทำ QE ปลายปี 2551 ทำมา 3 รอบจนงบดุลขยายตัวจาก 8 แสนล้าน กลายเป็น 4.5 ล้านล้านดอลลาร์ เม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นมหาศาลนี้กลายเป็น Fund Flow ที่ไหลไปเก็งกำไรในสินทรัพย์ทั้งหลายทั่วโลก

เมื่อธนาคารกลางแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ พวกเขาก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเสียเอง เม็ดเงิน QE ที่ปราศจากต้นทุน แทบไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจจริง แต่กลับเก็งกำไรสินทรัพย์ต่างๆ โดยเฉพาะหุ้น ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นโดยปราศจากพื้นฐานที่แท้จริง แต่ขึ้นเพราะเม็ดเงินไหลเข้าต่อเนื่อง คนรวยก็ยิ่งรวย คนชั้นกลางและคนจน (ในภาคเศรษฐกิจจริง) ก็ยิ่งจน ช่องว่างนี้ถ่างออกอย่างมากและรวดเร็วนับแต่มีมาตรการ QE

ในบทความ “หน้าต่างแห่งโอกาส?” เมื่อ 24 กรกฎาคม 2558 กล่าวไว้ว่า “...วัฏจักรพฤหัส-เนปจูนเริ่มต้นตั้งแต่กุมกันสนิท แยกจาก จนกลับมากุมสนิทอีกครั้ง (Synodic Period) ซึ่งกินเวลา (ประมาณ) 13 ปี

คุณสมบัติสำคัญคือการสร้างความหวัง การมองโลกแง่ดีสุดขั้ว การสร้างภาพลวงตา นับแต่ 15 กันยายน 2551 ที่เลห์แมน บราเธอร์ส ล้มละลาย กลายเป็นวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ แต่อเมริกาไม่แก้ปัญหาที่โครงสร้าง กลับพิมพ์เงิน (QE) จากอากาศและอัดฉีดเข้าระบบแทน QE นี้เอง คือผลของพฤหัส (ความมั่งคั่ง/เงิน)-เนปจูน (ปลอม)

ทำไมอเมริกาเป็นตัวหลักของ QE? เพราะพฤหัส-เนปจูนกุมกันสนิท ทับจันทร์เดิมในดวงเมืองพอดี เงินปลอมนี้เองที่ผลักดันราคาสินทรัพย์ทั่วโลกฟื้นตัวและพุ่งแรง โดยเฉพาะตลาดหุ้น มันคือภาพลวงตาอย่างแท้จริง เพราะเหตุนี้ ธนาคารกลางทั้งหลายจึงไม่กล้าดึงเงิน QE กว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์นี้ออกจากระบบ มิฉะนั้น มันจะพังทลายอย่างสมบูรณ์...

เงินที่ท่วมโลกหรือ Fund Flow ในตลาดสินทรัพย์ต่างๆ คือเงินปลอมที่เกิดจากอิทธิพลของพฤหัส-เนปจูนในแง่จิตวิทยาบุคคล พฤหัสคือการเสี่ยงโชค เก็งกำไร เนปจูนคือความเพ้อฝัน การพนัน พฤหัส-เนปจูนเมื่อร่วม-เล็งราศีกันย์ คนจะมองโลกแต่แง่ดี เก็งกำไรอย่างบ้าคลั่ง นั่นคือ “ฟองสบู่” ที่แท้จริง

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองมุมมหภาค พฤหัส-เนปจูนแสดงอิทธิพลเป็นวัฏจักร (Cycle) ดังนั้น เพื่อความเข้าใจอย่างแท้จริง เราจะลองพิจารณาตัวอย่างของวัฏจักรนี้ในอดีตกัน

วัฏจักรแรกเริ่มต้นเมื่อ 20 มกราคม 2527 พฤหัสกุมเนปจูนในราศีธนูที่ 6 องศา 23 ลิปดา (พฤหัสยกเข้าธนูตั้งแต่ 22 ธันวาคม 2526) ช่วงก่อนหน้านั้น พอล โวล์คเกอร์ ขึ้นเป็นประธานเฟดคนที่ 12 เมื่อสิงหาคม 2522 เขาขึ้นดอกเบี้ยอย่างมากเพื่อสู้กับเงินเฟ้อ มันขึ้นไปสูงถึง 19% และค่อยๆ ลดลงอย่างรวดเร็ว ปี 2526 ดอกเบี้ยดีดขึ้นอีกครั้ง ไปสูงสุดที่ 11.75% จากนั้นเมื่อเริ่มต้นวัฏจักรใหม่ ดอกเบี้ยก็ปรับลดลงจนต่ำสุดที่ 6% เมื่ออลัน กรีนสแปนเข้ารับตำแหน่งเดือนสิงหาคม 2530

วัฏจักรใหม่ทำให้ดอกเบี้ยลดลง เพื่อเพิ่มปริมาณเงินเข้าไปในระบบ นี่คือความหมายของพฤหัส-เนปจูน เมื่อรับตำแหน่งได้ 2 เดือน เกิด Black Monday ในวันที่ 19 ตุลาคม 2530 อลัน กรีนสแปน ขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งไปสูงสุดที่ 10% ในปี 2532 จากนั้นก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง จนต่ำสุดที่ 3% ในปี 2536

ปรากฏการณ์สำคัญของวัฏจักรนี้คือข้อตกลง Plaza Accord เมื่อ 22 กันยายน 2528 ที่ลดค่าเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับมาร์คและเยน มันกระตุ้นเศรษฐกิจอเมริกา ขณะเดียวกัน ก็ทำให้ญี่ปุ่นเกิดเศรษฐกิจฟองสบู่ลูกใหญ่และมีการย้ายฐานผลิตมาที่อาเซียน ไทยได้รับอานิสงส์ในอีกหลายปีต่อมา แต่เราไม่เข้าใจวัฏจักรดาว จนต้องกลายเป็นเศรษฐกิจฟองสบู่ตามไปด้วย

วันที่ 9 มกราคม 2540 พฤหัสกุมเนปจูนในราศีมังกรที่ 3 องศา 20 ลิปดา เกิดเป็นวัฏจักรใหม่อีกครั้ง (พฤหัสยกเข้ามังกรตั้งแต่ 26 ธันวาคม 2539) ปี 2537 เฟดขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง จนสูงสุดที่ 6.25% ในปี 2543 เพื่อป้องกันฟองสบู่ DotCom แตก แต่เมื่อมันแตกจริงๆ และเกิดเหตุการณ์ 9/11 กรีนสแปนกลับลดดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว จนเหลือแค่ 1% ในกลางปี 2546 ช่วงนั้นเศรษฐกิจอเมริกาบูมอย่างเหลือเชื่อ จนนำมาซึ่งฟองสบู่ซับไพร์มและวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในที่สุด นี่คือผลลัพธ์ที่แท้จริงของวัฏจักรพฤหัส-เนปจูน

ช่วงต้นวัฏจักรใหม่ ไทยไม่ได้รับอานิสงส์เลย เพราะติดอยู่กับปัญหาฟองสบู่แตก (จากรอบก่อน) และอิทธิพลของวัฏจักรดาวใหญ่อื่นที่กระทบดวงเมืองอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐบาลทักษิณเข้าบริหารต้นปี 2544 ก็เริ่มใช้นโยบายประชานิยม (พฤหัส-เนปจูนเช่นกัน) อัดฉีดเงินเข้าระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เมื่อรวมกับผลที่เฟดลดดอกเบี้ย ทำให้มีเงินทุนไหลเข้า เศรษฐกิจไทยจึงฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

วัฏจักรปัจจุบันเริ่ม 28 พฤษภาคม 2552 ที่ 2 องศา 29 ลิปดาในราศีกุมภ์ พฤหัสที่ยกเข้าสิงห์ตั้งแต่ 14 กรกฎาคม 2558 ชี้ว่าวัฏจักรมาถึง Peak แล้ว สภาพนี้กินเวลาถึง 11 สิงหาคม 2559 สิ่งที่เห็นคือการอัดฉีดเงิน QE อย่างหนักของธนาคารกลางยุโรป-จีน-ญี่ปุ่น แม้เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย แต่เมื่อขัดกับวัฏจักรดาว การขึ้นดอกเบี้ยก็สะดุดและยากจะฝืนไปต่อได้

เงินที่ท่วมโลกจะอยู่กับเราต่อไป จนถึงวันที่มันระเบิดและเกิดวิกฤติลูกใหม่อีกครั้ง