หลังเรียกเสียงฮือฮา ประสมยินดี ประเทศไทยทุบสถิติโลก
ที่การประมูลเครือข่ายโทรศัพท์ระบบ 4จี คลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์อันยาวนาน 4 วัน 4 คืน จากเวลา 09.00 น. ของวันที่ 15 ธันวาคม ถึงเวลา 00.15 น. วันที่ 19 ธันวาคม 2558 เคาะประมูลไปทั้งสิ้น 199 รอบ มูลค่ารวมของการประมูลทั้งสองใบอนุญาตอยู่ที่ 151,952 ล้านบาท แยกเป็นราคาใบอนุญาต ล็อตที่ 1 จำนวนเงิน 75,654 ล้านบาท ล็อตที่ 2 จำนวนเงิน 76,298 ล้านบาท
ภายหลังการประมูลจบ พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ประกาศผู้ชนะการประมูลคลื่น 900 MHz ชุดที่ 1 คลื่น 895-905 MHz คู่กับ คลื่น 940-950 MHz ได้แก่ บริษัท แจส โมบาย บรอดแบนด์ จำกัด ในกลุ่มบริษัท จัสมิน ส่วนชุดที่ 2 คลื่น 905-915 MHz คู่กับคลื่น 950-960 MHz ได้แก่ บริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ภายใต้บริษัททรูมูฟ เอช
จำนวนเงินประมูลที่ออกมาดังกล่าวนี้ เมื่อเทียบกับต่างประเทศ ประกอบกับการคำนวณปริมาณคลื่นความถี่ที่ใช้จัดประมูลเท่ากันคือ 10 เมกะเฮิรตซ์ อัตราจำนวนประชากรในประเทศ ดัชนีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) และอัตราเงินเฟ้อ ได้ดันให้ประเทศไทยทุบสถิติโลก 2 รายการด้วยกัน ประกอบด้วย หากอ้างอิงจากข้อมูลของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) ประเทศไทยจะมีราคาประมูลสูงเป็นอันดับที่ 1 ของโลก คือ 76,298 ล้านบาท (ราคาของแจส) สูงกว่าสถิติโลกเดิมที่ 67,082 ล้านบาท หรือหากอ้างอิงจากข้อมูลของ กสทช. ประเทศอังกฤษ (ออฟค่อม) ระบุว่าสถิติของประเทศไทยสูงเป็นอันดับที่ 2 ของโลก ราคาเฉลี่ยต่อหน่วยที่ 57 บาทต่อเมกะเฮิรตซ์ต่อประชากร เป็นรองฮ่องกงที่มีราคาเฉลี่ยต่อหน่วยที่ 64 บาทต่อเมกะเฮิรตซ์ต่อประชากร
ทั้งนี้ ช่วงคลื่นที่ 1 เมื่อเทียบจำนวนเมกะเฮิรตซ์ต่อประชากร จะอยู่ที่ 56.5 บาท และคิดเป็น 470% ของราคาตั้งต้น ส่วนช่วงคลื่นที่ 2 เมื่อเทียบกับจำนวนประชากร จะอยู่ที่ 56.9 บาท คิดเป็น 474% ของราคาตั้งต้น
แต่การทำลายสถิติโลกที่เคยภาคภูมิใจ ต้องมาพบกับความเจ็บปวด เมื่อผู้ชนะประมูลล็อตที่ 1 ไม่ได้ไปชำระเงินงวดแรก 8,040 ล้านบาท และแบงก์ การันตีวงเงินส่วนที่เหลือทั้งหมด แก่สำนักงาน กสทช. ตามกำหนดสุดท้าย ที่ 16.30 น. ของวันที่ 21 มีนาคม 2559 หรือครบ 90 วันหลังประกาศผลผู้ชนะ เท่ากับเป็นการทิ้งใบอนุญาต และยอมให้ยึดเงินค้ำประกัน 644 ล้านบาท ตามเงื่อนไขการประมูล ส่งผลสะเทือนอย่างใหญ่หลวงต่อบริษัทโทรคมนาคมที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทั้ง 4 ราย รวมเป็นมูลค่าความเสียหาย 5 แสนล้านบาท
ไม่เพียงเท่านั้น การทิ้งใบอนุญาตดังกล่าว ยังสะท้อนถึงการทำงานของหน่วยงานผู้รับผิดชอบ กำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม ถึงความรอบคอบรัดกุม ต่อเงื่อนไขต่างๆ ที่ออกมาเพียงพอต่อการกำกับดูแลกิจการมูลค่าแสนล้าน และมีผลต่อความเชื่อถือ ความมั่นใจต่ออุตสาหกรรม ตลอดจนความหวังที่จะเป็นส่วนร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติต่อไปอย่างไร ซึ่งการดำเนินการต่อไปต้องทบทวนกันอย่างหนัก ทั้งการรายละเอียดเงื่อนไขการจัดประมูลใหม่ การกำหนดราคาเริ่มต้นประมูลจะเป็นเท่าไรจึงเหมาะสม และดึงดูดให้มีผู้เข้าร่วมประมูล เพื่อใช้ประโยชน์จากคลื่นที่ว่างอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ และทำรายได้เข้ารัฐ โดยไม่โดนผู้ชนะประมูลคลื่นล็อตที่ 2 ฟ้องร้องเอาผิดได้ เหตุการณ์นี้ไม่นับรวมการทิ้งใบอนุญาตทีวีดิจิทัลและมีเรื่องราวฟ้องร้องกันอยู่ ดังนั้น จึงยังมีโจทย์ใหญ่อีกมากที่รอ กสทช. แก้ไข และตอบคำถามสังคมที่ไม่จำกัดอยู่เฉพาะประเทศไทย หากนี่คือบทเรียนใหญ่ของสังคมโลก






