ในช่วงที่ตลาดหุ้นมีความผันผวน หรือในช่วงที่ผู้ประกอบการบางรายต้องการปรับปรุงบริหารทางการเงิน
ก็จะมีข่าวออกมาว่าจะมีบางบริษัทซื้อหุ้นของตนเองคืน การที่บริษัทจะซื้อหุ้นของตนเองคืนมีกฎหมายและกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องคือ
กรณีเป็นบริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1143 บัญญัติว่า “ห้ามมิให้บริษัทจำกัดเป็นเจ้าของถือหุ้นของตนเองหรือรับจำนำหุ้นของตนเอง” จากบทบัญญัติดังกล่าว บริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จึงไม่สามารถซื้อหุ้นของตนเองคืนได้ สำหรับบริษัทมหาชนจำกัดตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด ตามมาตรา 66 ก็ได้บัญญัติไว้ทำนองเดียวกันกับบริษัทจำกัด คือบัญญัติไว้ว่า “บริษัทจะเป็นเจ้าของหุ้นหรือรับจำนำหุ้นของตนเองไม่ได้”
ช่วงปี 2542 -2543 กระทรวงพาณิชย์ได้พิจารณาแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 ทั้งฉบับ เพื่อให้มีการคุ้มครองผู้ถือหุ้นรายย่อยให้มากขึ้น และเพื่อให้การบริหารจัดการบริษัทมหาชนจำกัดให้เป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลให้มากขึ้น รวมทั้งปรับปรุงแก้ไขบทบัญญัติที่เป็นอุปสรรคในการบริหารงานของบริษัทตามข้อเสนอของธนาคารโลก แต่การปรับปรุงแก้ไขทั้งฉบับจะเสียเวลามาก และเนื่องจากผลของภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจในปี 2540 มีผลกระทบต่อการประกอบกิจการของบริษัทมหาชนจำกัดจำนวนมาก จึงเห็นควรแก้ไขเฉพาะบางมาตราที่มีความจำเป็นเร่งด่วนก่อน เพื่อเปิดช่องให้บริษัทมหาชนจำกัด สามารถใช้มาตรการแปลงหนี้เป็นทุน ลดทุน ซื้อหุ้นคืน ฟื้นฟูสถานะของบริษัทให้สามารถประกอบกิจการต่อไปได้ จึงได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมเพียง 6 มาตรา เป็นพระราชบัญญัติมหาชนจำกัด (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2544 ใช้บังคับในปี 2544
มาตราที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้บริษัทมหาชนจำกัดสามารถซื้อหุ้นของตนเองคืนได้ คือการเพิ่มเติมมาตรา 66/1 ซึ่งบัญญัติว่า
“มาตรา 66/1 บทบัญญัติมาตรา 66 ในส่วนที่เกี่ยวกับการที่บริษัทเป็นเจ้าของหุ้นของตนเอง มิให้นำมาใช้บังคับในกรณีดังต่อไปนี้
(1) บริษัทอาจซื้อหุ้นคืนจากผู้ถือหุ้นที่ออกเสียงไม่เห็นด้วยกับมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้น ซึ่งแก้ไขข้อบังคับของบริษัทเกี่ยวกับสิทธิในการออกเสียงลงคะแนนและสิทธิในการรับเงินปันผล ซึ่งผู้ถือหุ้นเห็นว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม
(2) บริษัทอาจซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารการเงินเมื่อบริษัทมีกำไรสะสมและสภาพคล่องส่วนเกิน และการซื้อหุ้นคืนนั้นไม่เป็นเหตุให้บริษัทประสบปัญหาทางการเงิน
หุ้นที่บริษัทถืออยู่นั้นจะไม่นับเป็นองค์ประชุมในการประชุมผู้ถือหุ้น รวมทั้งไม่มีสิทธิในการออกเสียงลงคะแนนและสิทธิในการรับเงินปันผลด้วย
หุ้นที่ซื้อคืนตามวรรคหนึ่ง บริษัทจะต้องจำหน่ายออกไปภายในเวลาที่กำหนดในกฎกระทรวง ถ้าไม่จำหน่ายหรือจำหน่ายไม่หมดภายในเวลาที่กำหนด ให้บริษัทลดทุนที่ชำระแล้วโดยวิธีตัดหุ้นจดทะเบียนส่วนที่จำหน่ายไม่ได้
การซื้อหุ้นคืนตามวรรคหนึ่ง การจำหน่ายหุ้น และการตัดหุ้นตามวรรคสาม ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง"
จากบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัดที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว ทำให้บริษัทมหาชนจำกัดสามารถซื้อหุ้นของตนเองคืนได้ ซึ่งแยกได้เป็น 2 กรณีคือ กรณีการซื้อหุ้นคืนจากผู้ถือหุ้นรายย่อยตาม (1) และการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารการเงิน ตาม (2)
นอกจากนี้ กำหนดให้เป็นไปตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการซื้อหุ้นคืน การจำหน่ายหุ้นที่ซื้อคืน การตัดหุ้นที่ซื้อคืนของบริษัท พ.ศ.2544 ใช้บังคับเมื่อปี 2544
ในการซื้อหุ้นคืนตาม (2) กฎหมายไม่ได้กำหนดเงื่อนไขจำกัดวงเงินไว้ ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.) เห็นว่าบริษัทควรซื้อหุ้นคืนได้ไม่เกินวงเงินกำไรสะสม แต่ทางกระทรวงพาณิชย์เห็นว่า ในชั้นการยกร่างและการตรวจร่างไม่ได้เขียนถ้อยคำจำกัดวงเงินไว้ เนื่องจากเห็นว่า การซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงิน มีเงื่อนไข 3 ประการกำหนดเป็นกรอบไว้อยู่แล้ว คือ มีกำไรสะสม มีสภาพคล่องส่วนเกิน และการซื้อหุ้นคืนไม่เป็นเหตุให้บริษัทประสบปัญหาทางการเงิน ส่วนการพิจารณาว่าบริษัทมีสภาพคล่องส่วนเกินหรือไม่ ก็มีบทบัญญัติ ตามกฎกระทรวง ข้อ6 (1) กำหนดเกณฑ์ให้พิจารณาสภาพคล่องของบริษัทจากความสามารถของบริษัทในการชำระหนี้ที่จะถึงกำหนดภายใน 6 เดือนข้างหน้า นับแต่วันที่จะเริ่มซื้อหุ้นคืน
ปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ในปี 2547 สำนักงาน ก.ล.ต.) ได้ทำเรื่องหารือไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 12) พิจารณาแล้วให้ความเห็นว่า การซื้อหุ้นคืนของบริษัทให้กระทำได้ภายในวงเงินกำไรสะสม และตั้งข้อสังเกตสมควรกำหนดเป็นหลักเกณฑ์ในการซื้อหุ้นคืนให้บริษัทต้องกันกำไรสะสมไว้เป็นเงินสำรองเท่ากับจำนวนเงินที่ได้จ่ายซื้อหุ้นคืน
ทางด้านกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ของกระทรวงพาณิชย์เห็นว่า ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 12) ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ ของมาตรา 66/1(2) และการกำหนดหลักเกณฑ์ในการซื้อหุ้นคืนของบริษัทโดยต้องกันกำไรสะสมไว้เป็นเงินสำรอง อาจเป็นการเกินอำนาจที่กฎหมายกำหนด ซึ่งอาจทำให้บริษัทไม่สามารถซื้อหุ้นคืนได้ตามเจตนารมณ์ของมาตรา 66/1 ในเดือนพฤศจิกายน 2547 จึงทำหนังสือไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ขอให้พิจารณาทบทวนความเห็นของคณะกรรมการคณะที่ 12
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้จัดให้มีการประชุมร่วมของคณะที่ 3 และคณะที่ 12 เพื่อพิจารณาทบทวนปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว และมีความเห็นยืนตามความเห็นของคณะกรรมการคณะที่ 12 บริษัทสามารถซื้อหุ้นคืนได้ไม่เกินวงเงินกำไรสะสม
ส่วนการกำหนดเงื่อนไขให้บริษัทที่ซื้อหุ้นคืนต้องกันกำไรสะสมเป็นเงินสำรองหรือลดทุนที่ชำระแล้ว มีความเห็นว่ากรมพัฒนาธุรกิจการค้าสามารถดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการซื้อหุ้นคืน การจำหน่ายหุ้นที่ซื้อคืน การตัดหุ้นที่ซื้อคืน เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ในเรื่องนี้ได้ (ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาเรื่องเสร็จที่ 253/2548)

