สถานการณ์ภัยแล้งที่รุนแรง จนหลายพื้นที่ต่างจังหวัด
ตกอยู่ในสภาพวิกกฤติ ทั้งขาดแคลนน้ำในการอุปโภค บริโภคในบางพื้นที่คลองคู แห้งขอด ไม่มีแม้กระทั่งน้ำในการเลี้ยงสัตว์
สถานการณ์แล้งปีนี้รุนแรงกว่าทุกปี ซึ่งไม่ได้อยู่เหนือการคาดการณ์ของรัฐบาลมากนัก โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้สั่งการในครม.ให้ทุกหน่วยงานเตรียมพร้อมรับมือล่วงหน้า
แน่นอนสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้น ย่อมส่งผลกระทบกับสินค้าบางรายการที่มีราคาแพงขึ้น กระทบกับผู้บริโภค ขณะที่สินค้าเกษตรบางรายการอาจมีราคาตกต่ำลงกระทบกับเกษตรกร จึงต้องหาตลาดและเตรียมการล่วงหน้า
อภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีพาณิชย์ สั่งการให้วางแผนรองรับล่วงหน้าในด้านสินค้า โดยให้มีการจำหน่าย มีแผนดำเนินการใน 22 จังหวัด รวม 400 ครั้ง ตั้งแต่เดือนพ.ย.ปีก่อนถึงปัจจุบันดำเนินการไปแล้ว 285 ครั้ง ลดค่าครองชีพให้ประชาชนจำนวน 130,998 คน มูลค่า 21.31 ล้านบาท และ่จะดำเนินการตามแผนอีก 115 ครั้ง
ในด้านสินค้าที่ผลิตมาแล้ว ได้มีการสำรวจผลผลิตเพื่อหาทางเชื่อมโยงการตลาดให้ เพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและชุมชน โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ภัยแล้ง ดำเนินการจัดหา เชื่อมโยงตลาด แหล่งรับซื้อ ประสานผู้ประกอบการทำความตกลงรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร
ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าที่รัฐบาลสนับสนุนให้เพาะปลูกเป็นพืชใช้น้ำน้อย เช่น ถั่วเขียว ถั่วลิสง ถั่วเหลือง ข้าวโพด มันสำปะหลัง หรือ พืชอาหาร ผักสดต่าง ๆ ตะไคร้อินทรีย์ ฟักทองออร์แกนิกส์ หอมแดง มะเขือเทศโรงงาน รวมทั้งผลไม้ตามฤดูกาลทั้ง มะพร้าวอ่อน มะพร้าวน้ำหอม ทุเรียน กล้วยหอมทอง และเสาวรส
อภิรดียังได้สั่งให้พาณิชย์จังหวัดภัยแล้ง ร่วมมือกับกระทรวงเกษตรฯ จัดอบรมเพื่อเพิ่มผลิตภาพทางการผลิต ให้แก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ถ่ายทอดความรู้ในเรื่องทิศทางของตลาดสินค้าเกษตร การพัฒนาการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เพื่อสร้างความเข้าใจเกษตรทางเลือกที่เหมาะสม และมีอนาคตทางการตลาด มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการกว่า 2.2แสนรายใน 882 อำเภอ ใน 76 จังหวัด
ที่สำคัญได้กำชับกวดขัน ให้พาณิชย์จังหวัดและค้าภายในจังหวัด ออกตรวจสอบราคาสินค้าและบริการในพื้นที่รับผิดชอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อกำกับดูแลให้มีการปฏิบัติที่ถูกต้อง มีการปิดป้ายแสดงราคา ที่ผ่านมาไม่พบการกักตุนสินค้าหรือ สินค้าขาดแคลนแต่อย่างใด
อภิรดีบอกว่า “สินค้าต้องไม่ขาดแคลน ถึงมือประชาชน ในราคาเป็นธรรม”
และยังได้ประสานกับการประปานครหลวง (กปน.) และการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) เพื่อดูแลน้ำดื่มในช่วงหน้าแล้ง ทั้งสองหน่วยยืนยันสามารถจ่ายน้ำให้กับผู้ผลิตน้ำดื่มได้อย่างเพียงพอจนสิ้นฤดูแล้ง หรือนานสุดถึงประมาณเดือนก.ค.2559 ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงหน้าฝน ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคและผู้ใช้น้ำว่าหน้าแล้งปีนี้ ประเทศไทยจะไม่มีปัญหาการขาดแคลนน้ำดื่มและน้ำใช้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน
รวมทั้งการประสานกับผู้ผลิตน้ำดื่มเอกชน เพื่อดูแลการกระจายสินค้าให้ทั่วถึง หลังจากแน่ใจว่าผลิตได้รองรับเพียงพอไม่ขาดแคลนแน่นอนแล้ว
สถานการณ์ภัยแล้งเดินทางมาถึงครึ่งทาง ต้องยอมรับว่าหน่วยงานรัฐตื่นตัวในการรับมือพอสมควร ในการวางแผนรับมือกับสถานการณ์ล่วงหน้า และสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้นอกเหนือจากการคาดการณ์มากนัก
หลังแก้ไขบรรเทาสถานการณ์เฉพาะหน้าแล้ว ทำอย่างไรในการเติมเงินในกระเป๋าประชาชนในรูปแบบต่างๆ ให้เศรษฐกิจฐานรากเคลื่อนไหว
เกิดการจับจ่ายใช้สอยในระดับท้องถิ่น ให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนหล่อเลี้ยงฐานราก
ฐานของคนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่ต้องไม่เหี่ยวเฉาไปกับแดดลมร้อนในเดือนเม.ย.






