วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ท่านประธานาธิบดี ...ไม่ใช่คนขับรถ!

ให้ดูรูปทางการของ ท่านประธานาธิบดีคนใหม่ของพม่า... อู ถิ่น จอ

 ที่รัฐสภาลงมติให้เป็นประธานาธิบดีพลเรือนคนแรกของพม่าใน 54 ปี ถือเป็นก้าวสำคัญทางการเมืองของประเทศเพื่อนบ้านแห่งนี้

แม้จะมองว่าเป็นเพียง “หุ่นเชิด” ของอองซานซูจี หัวหน้าพรรค NLD ที่ชนะการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาอย่างล้นหลาม แต่ยังต้องดูต่อไปว่าบทบาทของเขาในรัฐบาลจะเป็นอย่างไร

และอองซานซูจีเองจะรับตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ อย่างที่เป็นข่าวคราวมาก่อนหน้านี้หรือไม่

อู ถิ่น จอไม่ใช่ “คนขับรถ” ของอองซานซูจี อย่างที่สื่อตะวันตกเคยอ้างถึง เมื่อชื่อเขาปรากฏขึ้นเป็นตัวเต็ง ที่จะมาสวมตำแหน่งประธานาธิบดี

ในวัย 70 เขาคือเพื่อนสนิทที่อองซานซูจีไว้ใจที่สุดคนหนึ่ง ไปไหนมาไหนเป็น “เงา” ประจำตัวเลยก็ว่าได้

อองซานซูจีบอกว่าอู ถิ่น จอเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เรียนชั้นประถม

บางครั้ง เขาขับรถรับส่งอองซานซูจีในฐานะเพื่อนและที่ปรึกษาส่วนตัว

เขาพูดจานิ่มนวล ไม่โผงผาง เรียนหนังสือจบที่มหาวิทยาลัยลอนดอน (ไม่ใช่ออกซฟอร์ดอย่างที่เคยเป็นข่าว)

เขามีชื่อเสียงทางด้านความซื่อสัตย์และจงรักภักดี ไม่ทำตัวเป็นข่าว ไม่มีภาพของคนอยากดัง

เขาไม่ได้เป็น ส.ส. แต่เป็นประธานาธิบดีได้เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนห้ามเอาไว้

พ่อของเขาคือมิน ทู วุน เป็นนักเขียนและกวี เคยชนะเลือกตั้งเป็น ส.ส. ในปี 1990 ซึ่งเป็นปีที่พรรค NLD ชนะอย่างท่วมท้น แต่กองทัพไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง

ภรรยาของอู ถิ่น จอชื่อ ซู ซู ลวิน เป็นลูกสาวของผู้ร่วมก่อตั้งพรรคคนหนึ่ง และเป็น ส.ส. ขณะนี้ด้วย

เขามีบทบาทโดดเด่นในมูลนิธิดอขิ่นจี ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลที่ตั้งขึ้นเพื่อสดุดีคุณแม่ของอองซานซูจี

ในการลงมติเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เขาได้ 360 จาก 652 จากการลงคะแนนทั้งสองสภา

ที่สองคือมิน สวีที่เสนอชื่อโดยกองทัพ ได้ 213 เสียง ตามมาด้วย เฮนรี วัน เทียวที่พรรค NLD เสนอชื่อ ได้ไป 79 เสียง

สองคนหลังได้เป็นรองประธานาธิบดีคนที่หนึ่งและคนที่สองตามลำดับ

เส้นทางการเมืองจากนี้ไปคงไม่ราบรื่นนัก เพราะกองทัพยืนยันจะไม่แก้รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 59(f) ที่ห้ามเธอเป็นประธานาธิบดีเพราะมีลูกเป็นต่างด้าว

การต่อรองระหว่างอองซานซูจีกับกองทัพ ประเด็นนี้ผ่านไปหลายเดือนก็ไม่ประสบความสำเร็จ จนมีข่าวหลายกระแสว่าความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับกองทัพมีรอยร้าวในหลาย ๆ ประเด็นพอสมควร

แม้ว่าเธอจะยอมให้นายพลมิน อ่อง หลาย ผู้บัญชาการทหารบกที่มีอำนาจในกองทัพสูงสุดต่ออายุราชการ 5 ปีเมื่อเดือนที่ผ่านมาแล้วก็ยังมีหลายเรื่องที่กระทบกระทั่งกันในการแบ่งสรรอำนาจและหน้าที่

ภายใต้รัฐธรรมนูญ ทหารยังแต่งตั้งรัฐมนตรีที่เกี่ยวกับความมั่นคง 3 ตำแหน่งคือกลาโหม มหาดไทยและกิจการชายแดน ซึ่งแน่นอนว่าหากไม่มีการตกลงกันล่วงหน้า หรือปรึกษาหารือกันระหว่างอองซานซูจีกับผู้นำกองทัพ ก็อาจจะมีเรื่องระหองระแหงกันได้

เพราะปัญหาของชนกลุ่มน้อยติดอาวุธยังคุกรุ่นอยู่ แม้ว่าก่อนหน้านี้กองทัพพม่าจะมีการเจรจาวางอาวุธ และลงนามในข้อตกลงสันติภาพไปแล้วกับบางกลุ่ม แต่ก็ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่มที่ยังไม่ยอมวางปืน เพราะไม่มั่นใจว่ากองทัพและรัฐบาลใหม่จะดำเนินนโยบายเรื่องนี้อย่างไร

อีกทั้งคนที่กองทัพเสนอมาเป็นรองประธานาธิบดีคือ มิน สวี (Myint Swe) ก็มีประวัติเป็นหัวหน้าหน่วยข่าวกรอง ที่เคยมีบทบาทคุกคามฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตยมาตลอด

เขาเคยอยู่ในรายชื่อบัญชีดำของสหรัฐฯ เพราะรับใช้เผด็จการทหารในการปราบปรามผู้ต่อต้านอำนาจทหาร

ที่สำคัญคือหากเกิดอะไรขึ้นกับประธานาธิบดีอู ถิ่น จอ ตำแห่งนี้ว่างลง รองประธานาธิบดีคนที่หนึ่งคนนี้ก็จะขึ้นมาสวมตำแหน่งเบอร์หนึ่งแทนทันที

หากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้น อองซานซูจีจะบอกว่าเธอเป็น “ผู้มีบารมีเหนือประธานาธิบดี” คงไม่ได้เต็มปากนัก

“ประชาธิปไตยสไตล์พม่า” ที่เพิ่งเริ่มต้นบทใหม่จึงเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง หลุมบ่อข้างหน้ายังมีมากมายพอสมควร แต่อย่างน้อยนี่คือรัฐบาลพลเรือนแรกในกว่าครึ่งศตวรรษ ที่ประชาชนมีสิทธิมีเสียงในการเลือกมาอย่างเปิดเผย

ทุกก้าวย่างทางการเมืองของเพื่อนบ้านทางตะวันตกจึงน่าตื่นตาตื่นใจยิ่ง!