ใครได้อ่านหนังสือ “ด่วนที่สุด” ลงวันที่ 13 มีนาคม 2559
(วันอาทิตย์) ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ถึงประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญในหัวข้อ “ข้อเสนอแนวทางการปรับปรุงบทเฉพาะกาลในร่างรัฐธรรมนูญ” ทั้ง 6 หน้าจะต้องทึ่งในเนื้อหาและภาษา ที่ต้องตีความหลายตลบจึงจะเข้าใจสาระที่แท้จริงของ คสช.
เป็น “ความเรียง” ทางการเมืองที่ต้องอ่านระหว่างบรรทัดอย่างละเอียดรอบด้าน และพิเคราะห์ความหมายของแต่ละคำให้ถ่องแท้ จึงจะสามารถเข้าถึง “เจตนารมณ์” ของผู้กำหนดเนื้อหาและผู้ร่างอย่างลุ่มลึก
เนื้อหาหลักของข้อเสนอคือขอให้มีสมาชิกวุฒิสภา 250 คนที่มาจากการ “สรรหา คัดสรร หรือแต่งตั้ง” จากผู้ทรงคุณวุฒิโดย “คณะกรรมการที่เป็นอิสระเป็นกลาง” เป็นที่น่าเชื่อถือตามกฎเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด โดยมีจำนวนประมาณ 8-10 คน มีวาระ 5 ปี โดยขอจอง “วุฒิสมาชิกโดยตำแหน่ง” เพื่อ “เป็นหลักประกันด้านความมั่นคงแห่งชาติ” 6 คนนั่นคือปลัดกระทรวงกลาโหม, ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก เรือ อากาศและ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ข้อสองคือการเลือกตั้ง ส.ส. ให้ใช้บัตรเลือกตั้งสองใบ ใบหนึ่งสำหรับการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต 350 คนและอีกใบหนึ่งสำหรับบัญชีรายชื่อ 150 คน
ข้อสามไม่ต้องมีการกำหนดให้พรรคการเมืองแจ้งรายชื่อ ผู้ที่จะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีไม่เกิน 3 รายชื่อ
เหตุผลที่ คสช. เสนอแนวทางเช่นนี้อยู่ที่หน้าแรกที่บอกตอนหนึ่งว่า
“สิ่งที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติและรัฐบาลได้ดำเนินการไว้ ซึ่งย่อมส่งผลกระทบกระเทือนบุคคลบางหมู่เหล่าเป็นธรรมดา และกำลังฟื้นฟูดูแลให้เข้ารูปเข้ารอย อาจถูกล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงจนขาดความต่อเนื่อง โดยอาศัยวิถีและกลไกประชาธิปไตย ว่ามาจากการเลือกตั้งเป็นข้ออ้างใช้เสียงข้างมากในรัฐสภา มุ่งเอาชนะคะคานจนเกิดความเปลี่ยนแปลง ความขัดแย้งรุนแรง และความไม่ปกติสุขดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว และหวนกลับคืนมาใหม่จนเข้าวงจรเดิม ดังที่เรียกกันทางสื่อต่างๆ ว่าเป็นกับดักทางเศรษฐกิจที่ฉุดรั้งให้เศรษฐกิจของประเทศ การทำมาค้าขาย การลงทุน การส่งออก การท่องเที่ยว ไม่อาจเติบโตได้ กับดักทางสังคมที่ชะลอการพัฒนาประเทศ การดูแลสวัสดิภาพ ความเป็นอยู่ของประชาชน การแก้ปัญหาความมากจน ความเหลื่อมล้ำและการรักษาความสงบเรียบร้อย และกับดักทางการเมืองที่สร้างความหวาดระแวง หรือเกลียดชังในหมู่ประชาชน แล้วแยกประชาชนออกเป็นฝักเป็นฝ่าย ผลักดันให้ออกมาปะทะกันทั้งทางความคิด และการแสดงออกในรูปแบบต่าง ๆ ในแทบทุกปัญหา...”
อีกตอนหนึ่งของหนังสือนี้บอกว่า
“คณะรักษาความสงบแห่งชาติขอเรียนว่า อย่าได้หวาดระแวงว่าจะมีการสืบทอดอำนาจ คณะรักษาความสงบแห่งชาติยินดี จะพ้นจากตำแหน่งและยุติอำนาจหน้าที่ทั้งปวง ตามกำหนดเวลาใน Roadmap และในร่างรัฐธรรมนูญ และจะไม่เข้ามาก้าวก่ายแทรกแซงการจัดการเลือกตั้ง และการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ การประคับประคองสถานการณ์ต่อจากนั้นเป็นเรื่องของรัฐบาลใหม่ รัฐสภาใหม่ซึ่งรวมถึงวุฒิสภาด้วย จึงได้เสนอให้ในระยะแรก สมาชิกควรมาจากการคัดสรรหรือแต่งตั้ง...”
อ่านถึงตรงนี้ก็ต้องย้อนกลับไปอ่านตรง “อำนาจหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา” ที่ คสช. เสนอ
“สมาชิกวุฒิสภาประเภทนี้ไม่มีอำนาจหน้าที่เลือก หรือกำหนดตัวนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี แต่ควรให้มีอำนาจหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ดูแลการขับเคลื่อนการปฏิรูป ตามแผนการปฏิรูป แนวนโยบายแห่งรัฐ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และยุทธศาสตร์ชาติ ตลอดจนมีส่วนในกระบวนการนิติบัญญัติตามที่รัฐธรรมนูญจะกำหนด...”
และเสริมต่อว่า
“...เพื่อให้วุฒิสภาในวาระแรกนี้สามารถทำหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ มิให้ฝ่ายการเมืองอาศัยเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร บิดเบือนเจตนารมณ์หรือฝ่าฝืนความต้องการของประชาชน และยังสามารถช่วยสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล ที่มีธรรมาภิบาลและปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องชอบธรรมเป็นที่พอใจแก่ประชาชน จึงควรให้วุฒิสภามีบทบาทในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน เช่น การอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจหรืออื่น ๆ ตามกติการะบบรัฐสภาและกระบวนการยุติธรรมตามสมควรในระหว่างช่วงการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวด้วย...”
อ่านระหว่างบรรทัดให้ดีก็จะต้องตีความกันต่อไปว่า ที่บอกว่าวุฒิสภามีหน้าที่ “พิทักษ์รัฐธรรมนูญ” นั้นจะต้องทำอย่างไร? มีอำนาจหน้าที่อะไร?
และประโยคที่บอกว่าวุฒิสภาควรมีหน้าที่ “ดูแลการขับเคลื่อนการปฏิรูป... แนวนโยบายแห่งรัฐ... และยุทธศาสตร์ชาติ...” นั้นจะต้องทำอะไรอย่างไร มีอำนาจเพียงใด?
อย่างนี้แปลว่าจะยังมี “ยุทธศาสตร์ของชาติ 20 ปี” ที่ คสช. เคยประกาศเอาไว้หรือไม่?
ก่อนที่จะวิเคราะห์, วิพากษ์วิจารณ์ว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอต่าง ๆ เหล่านี้ต้องมีคำอธิบายต่อประชาชนก่อนว่าแต่ละข้อความใน “จดหมายน้อย” จาก คสช. ถึง กรธ. ฉบับนี้นั้นมีความหมายทางปฏิบัติอย่างไรกันแน่
จะได้รู้ว่าชาวบ้านอย่างเราควรจะ “หงายหลัง” หรือ “เป็นลม” หรือไม่อย่างไร!









