ในฐานะที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ประจำธนาคารพาณิชย์ หน้าที่หนึ่งของผู้เขียนคือเข้าร่วมประชุมรายเดือน
ของชมรมนักวิเคราะห์เศรษฐกิจของสมาคมธนาคารไทย โดยจะมีฝ่ายวิจัยจากธนาคารต่างๆ สลับกันเป็นวิทยากรแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจของตน ซึ่งเวทีนี้ผู้เขียนให้ความสำคัญและพยายามเข้าร่วมทุกครั้ง เนื่องจากเป็นเวทีที่จะรับฟังและแลกเปลี่ยนมุมมองของเพื่อนนักเศรษฐศาสตร์เอกชน เพื่อนำมาปรับปรุงมุมมองของตนให้เฉียบคมยิ่งขึ้น
ในเดือนนี้ ถึงรอบของธนาคารเกียรตินาคินในการบรรยายทิศทางให้กับเพื่อนสมาชิกฟัง ผู้เขียนจึงขอนำมุมมองเศรษฐกิจโลกของผู้เขียนมาเผยแพร่ให้กับผู้อ่านได้รับฟัง
สำหรับทิศทางเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไปนั้น ผู้เขียนมองว่า เป็นช่วงแห่งความผันผวนและน่ากังวลยิ่งขึ้น เนื่องจากในภาพใหญ่ (กินเวลา 5 ปีหรือนานกว่านั้น) เศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ภาวะ New Normal ซึ่ง “โตต่ำ ค้าน้อย โภคภัณฑ์ถูก และผลตอบแทนผันผวน” ซึ่งเมื่อภาพใหญ่เป็นเช่นนี้ ภาพของเศรษฐกิจโลกในระยะใกล้ (1-2 ปีข้างหน้า) จะมี 4 ภาพย่อย ดังนี้
ภาพที่หนึ่ง โลกการผลิตในยุคต่อไปจะแบ่งเป็น 2 ขั้ว กล่าวคือภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ โดยภาพที่เห็นได้ในปัจจุบันและจะเป็นต่อไปอีกซักพักคือภาคอุตสาหกรรมจะชะลอตัว รวมถึงหดตัวในหลายประเทศ ขณะที่ภาคบริการจะขยายตัวได้ต่อเนื่อง แม้จะเริ่มชะลอลงบ้างในระยะหลัง
สาเหตุที่โลกแบ่งเป็น 2 ขั้วเช่นนี้ เป็นผลจากสาเหตุหลัก 2 ประการ กล่าวคือ หนึ่ง การผลิตภาคอุตสาหกรรมกำลังเผชิญกับสถานการณ์ปริมาณการผลิตล้นเหลือ (Excess Supply) จากการเร่งการผลิตอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ความต้องการทั่วโลกยังคงซึมเซา (Subdue Demand) ตามสภาวะเศรษฐกิจ สภาพเช่นนี้ส่งผลให้สินค้าคงคลังล้นเหลือ และต้องใช้เวลาในการปรับลดลง (Destock)
สอง โลกกำลังเปลี่ยนจาก Old Normal ที่เศรษฐกิจเติบโตจากการผลิตภาคอุตสาหกรรม มาเป็น New Normal ที่เติบโตจากภาคบริการเป็นหลัก เห็นได้จากกระแส Digitalization ต่างๆ ที่ทำให้ประชาชนสามารถทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายอย่างโดยไม่จำเป็นต้องอยู่ ณ ที่แห่งนั้นด้วยตนเอง เนื่องจากสามารถทำผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่น มือถือหรืออุปกรณ์พกพาอื่นๆ ได้ ทำให้ความต้องการสินค้าลดลงเนื่องจากถูกแทนที่ด้วยบริการ
ภาพที่สอง โลกในระยะต่อไป จะเสี่ยงต่อภาวะเงินฝืด (Deflation) และเศรษฐกิจถดถอย (Recession) มากขึ้น เห็นได้จากความผันผวนและปั่นป่วนทางการเงินโลกในระยะหลังมีมากขึ้น ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตร (โดยเฉพาะพันธบัตรระยะยาวที่ถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย) ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง
สาเหตุหลักนั้นเป็นผลจากทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ยังซึมเซา แต่ธนาคารกลางขนาดใหญ่โดยเฉพาะสหรัฐ (Fed) และจีน (PBOC) กลับดำเนินนโยบายการเงินตึงตัวโดยพฤตินัย โดย Fed เริ่มขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่ PBOC ใช้ทุนสำรองเข้าแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจนทำให้ปริมาณเงินในระบบของจีนเริ่มตึงตัว (วัดจากงบดุลของ PBOC ที่ปรับตัวลดลง)
ขณะที่ความเสี่ยงภาวะเงินฝืดทั่วโลกที่มีมากขึ้น (เห็นได้จากดัชนีราคาผู้ผลิต ผู้บริโภค รวมถึงเงินเฟ้อพื้นฐานที่ลดลงต่อเนื่องและติดลบในบางประเทศ) เป็นผลทั้งจากราคาโภคภัณฑ์ที่ตกต่ำยาวนาน ขณะที่เศรษฐกิจโลกที่ตกต่ำ ยิ่งทำให้การบริโภคซึมเซาและสะท้อนไปยังภาวะราคาที่หดตัวลงเช่นกัน
ภาพที่สาม ได้แก่ภาวะที่นโยบายรัฐ ไร้ประสิทธิภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เห็นได้จากการที่ธนาคารกลางขนาดใหญ่ 4 แห่ง ได้แก่ สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น และจีน อัดฉีดเม็ดเงินรวมกันกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันกับที่รัฐบาลของประเทศเจริญแล้วต่างกระตุ้นการใช้จ่ายและ/หรือลดภาษีจนทำให้หนี้สาธารณะทะลุ 100% ของ GDP ในหลายประเทศ และยิ่งไปกว่านั้นคือในปัจจุบันธนาคารกลางหลายแห่งได้ทำนโยบายสุดโต่งมากขึ้น อันได้แก่ การลดดอกเบี้ยจนติดลบ (Negative Interest Rate Policy: NIRP)
แทนที่มาตรการทั้งหลายซึ่งเป็นการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบจะทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นและเศรษฐกิจฟื้นตัว แต่ผลลัพธ์กลับเป็นตรงกันข้าม ไม่ว่าจะพิจารณาจากอัตราเงินเฟ้อที่กลับมาลดลงและเสี่ยงต่อภาวะเงินฝืด ขณะที่การปล่อยกู้ของสถาบันการเงินก็ไม่ได้กระเตื้องขึ้นเท่าใดนัก ซ้ำร้ายมาตรการ QE ซึ่งในทางปฏิบัติคือการที่ธนาคารกลางใช้เงินเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลในตลาดรองก็ยังไปบิดเบือนตลาด จนทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรติดลบ ขณะที่ NIRP ก็ทำให้ธนาคารพาณิชย์ขาดทุนเพราะต้องจ่ายดอกเบี้ยให้กับทั้งผู้ฝากเงินและธนาคารกลาง
เมื่อมาตรการในปัจจุบันไร้สมรรถภาพ นักเศรษฐศาสตร์บางกลุ่มจึงเสนอให้ธนาคารกลางทำเพิ่มขึ้นไปอีกขั้น นั่นคือมาตรการ Helicopter Drop หรือการที่ธนาคารกลางทำ QE แต่แทนที่จะเข้าไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลในตลาดรอง กลับเป็นการเข้าไปซื้อพันธบัตรใหม่ที่ออกโดยรัฐบาล หลังจากนั้นให้ธนาคารกลางตัดพันธบัตรใหม่ดังกล่าวเป็นหนี้สูญ ดังนั้น ในทางปฏิบัติจึงเหมือนกับว่าธนาคารกลางพิมพ์เงินให้รัฐบาลไปใช้ฟรี ๆ โดยไม่ต้องจ่ายคืน ทั้งนี้ รัฐบาลอาจนำเงินดังกล่าวให้ถึงมือประชาชนด้วยการลดภาษี หรือนำไปสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ
นักเศรษฐศาสตร์กลุ่มนี้เชื่อว่า การทำเช่นนี้จะทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นทันที เนื่องจากเงินในระบบจะถึงมือประชาชนได้ง่าย ทำให้ประชาชนนำเงินนี้มาใช้จ่าย เกิดการหมุนของเงินและทำให้เศรษฐกิจพลิกฟื้นในที่สุด อย่างไรก็ตาม โอกาสที่จะได้เห็นมาตรการนี้ในความเป็นจริงนั้นคงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากธนาคารกลางต่างๆ ยังไม่พร้อมที่จะทำนโยบายดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นในทางนิตินัยหรือพฤตินัยก็ตาม ดังนั้น ความเสี่ยงเรื่องภาวะเงินฝืดก็จะยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง
ภาพสุดท้าย ได้แก่ ปัจจัยเสี่ยงที่อาจนำมาสู่ความผันผวนทางการเงินและกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยผู้เขียนมองว่ามีสามปัจจัยด้วยกัน คือ หนึ่ง ความเสี่ยงที่ทางการจีนจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทำให้ตลาดปั่นป่วนได้ สอง ความเสี่ยงที่การทำประชามติให้อังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) ซึ่งจะส่งผลกระทบสูงต่อภาคการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสถาบันการเงินที่มีสำนักงานใหญ่ในลอนดอน และสาม ความเสี่ยงที่ โดนัลด์ ทรัมพ์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐที่มีนโยบายขวาจัดสุดโต่งได้รับการเลือกตั้ง ซึ่งอาจทำให้ตลาดตื่นตระหนกในแนวนโยบายของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของโลกได้
โอกาสที่เศรษฐกิจหดตัวสูงมากขึ้น ขณะที่บาซูก้าที่ทางการเคยใช้กระตุ้นเศรษฐกิจก็กลับกระสุนด้าน นักธุรกิจและนักลงทุนทั้งหลาย จงอยู่ด้วยความไม่ประมาทเถิด






