วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

“ฉันคงไม่ซื้อหมูมาทั้งตัว เพื่อไส้กรอกอันเดียว!” (2)

หลังจาก ไช่อิงเหวิน ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อน “หลักการสองประเทศ” และยกร่างเอกสารอย่างเป็นรูปธรรม

ก็พลันพลิกตัวกลายเป็นบุคคลที่เป็นแกนกลางของระบบที่ว่าด้วยนโยบายจีนแผ่นดินใหญ่ และได้รับสมญานามว่าเป็น “หมอตำแย” ของ “หลักการสองประเทศ” ให้แก่หลี่ เติงฮุย นอกจากนี้ความสามารถเฉพาะทางและแนวคิด “ไต้หวันเอกราช” ได้กลายเป็นที่ชื่นชมของหลี่ เติงฮุย มากขึ้นเรื่อยๆ

ในเดือนตุลาคม 1998 หลี่ เติงฮุย มีคำสั่งให้ ไช่อิงเหวิน ติดตาม ”คณะกรรมการสมาคมกองทุนสองฝั่งทะเล” ที่มีกูเจิ้นฟูเป็นหัวหน้าคณะไปเยือนแผ่นดินใหญ่ในฐานะโฆษกและเป็นครั้งแรกที่เดินเข้าสู่หน้าฉากหลังจากที่ต้องอยู่แต่หลังฉาก ก่อนหน้าที่หลี่ เติงฮุย จะลงจากตำแหน่งยังได้แนะนำให้เฉินสุ่ยเปียนให้ ไช่อิงเหวิน เป็นผู้รับผิดชอบคณะกรรมการกิจการจีนแผ่นดินใหญ่

หวงช่วงเสี้ยได้แสดงให้เห็นว่า หลี่ เติงฮุย มีบุญคุณต่อไช่อิงเหวิน เขาไม่ได้เป็นเพียงผู้นำทางของไช่อิงเหวินบนเวทีการเมืองเท่านั้น เขายังเป็นนักการเมืองที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อเธออีกด้วย ซึ่งรวมถึงกุศโลบายแห่งอำนาจ การใช้อำนาจทางการเมือง การใช้จิตวิทยาส่วนบุคคลของนักการเมือง และการใช้ท่าทีที่อดทนทำลายแต่ละคน เรื่องเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่หลี่ เติงฮุย สอนให้แก่ไช่อิงเหวินทั้งสิ้น ไช่อิงเหวินจึงชื่นชมและเคารพนับถือหลี่ เติงฮุย โดยขอคำแนะนำ พร้อมกับไต่ถามทุกข์สุขมาตลอด

ในช่วงที่ไช่อิงเหวินสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการเมืองซินเป่ย หลี่ เติงฮุย ก็ประกาศว่าจะมอบ “กล่องเคล็ดลับชนะเลือกตั้ง” ให้ รวมทั้งส่งถ่ายทรัพยากรและอิทธิพลทางการเมืองทั้งหมดให้แก่ไช่อิงเหวิน จึงแสดงให้เห็นว่า หลี่ เติงฮุย ให้ความสำคัญและความคาดหวังต่อไช่อิงเหวินอย่างสูงยิ่ง

เฉินสุ่ยเปียนเป็นผู้นำไปสู่ศักยภาพอีกครั้งหนึ่งของไช่อิงเหวิน ก่อนหน้าถึงส่วนนั้นคงจะต้องกล่าวถึงเหตุการณ์ในคืนหนึ่งของเดือนพฤศจิกายน 2011 หลิ่ว ซิ่วเหลียน รองประธานาธิบดีสมัยเฉินสุ่ยเปียนได้โทรศัพท์ด้วยตัวเองไปยัง “ซินซินเหวิน” นิตยสารรายสัปดาห์เพื่อพูดกับผู้รับผิดชอบคอลัมน์ “คุยกันยามว่าง” และทันใดนั้นก็ไต่ถามถึงว่ารู้จักกับรัฐมนตรีในคณะของเฉินสุ่ยเปียนดีเพียงใด พร้อมๆ กับชื่อของสตรีผู้หนึ่ง เมื่อพูดถึงช่วงเข้าด้ายเข้าเข็ม หลิ่ว ซิ่วเหลียน ถึงกับเงียบไปชั่วขณะหนึ่ง โดยกล่าวด้วยน้ำเสียงลึกลับว่า “ข่าวคราวห้องทำงานเฉินสุ่ยเปียน เฮ้ย! เฮ้ย! เฮ้ย!” แน่นอนเหลือเกินว่า ข่าวคราวอย่างนี้น่าเชื่อถือเพียงใด คงจะยากแก่การยืนยัน แต่เฉินสุ่ยเปียนตั้งใจทำให้ ไช่อิงเหวิน กลายเป็นอีกครึ่งหนึ่งทางการเมืองของตนภายในวาระที่ดำรงตำแหน่ง

ก่อนเข้าดำรงตำแหน่ง เฉินสุ่ยเปียนไม่เคยกล้าประกาศ “ไต้หวันเป็นเอกราช” อย่างเปิดเผย แต่กลับเร่งรัดการขับเคลื่อน “ไต้หวันเป็นเอกราชในความเป็นจริง” ส่วนไช่อิงเหวินที่ยืนหยัด “หลักการสองประเทศ” กลับผลักดันตามความประสงค์ของเขาอย่างเต็มที่ ในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันปีใหม่ เฉินสุ่ยเปียนดูเหมือนจะเล่นกับภาษา แต่ความคิดเบื้องลึกสุดจะคาดเดาได้ เช่น การเปลี่ยน “เปิดกว้างอย่างจริงจัง บริหารอย่างมีประสิทธิภาพ” (积极开放有效管理) เป็น “บริหารอย่างจริงจัง เปิดกว้างอย่างมีประสิทธิภาพ” (积极管理有效开放) หรือสิ่งที่เรียกว่า “แนวทางสายกลางใหม่” “4 ไม่ 1 ไม่มี” ล้วนแต่เป็นแผนการที่มาจากไช่อิงเหวินทั้งสิ้น สำหรับเฉินสุ่ยเปียนแล้ว ไช่อิงเหวินไม่ใช่เพียงผู้สร้างแนวคิดสองฝั่งช่องแคบของรัฐบาล “เก่า” เท่านั้น แต่ยังเป็นรัฐมนตรีที่เป็นหัวใจของนโยบายจีนแผ่นดินใหญ่ของรัฐบาล “ใหม่” อีกด้วย ช่างเป็น “อัจฉริยะที่สวรรค์ประทานมา” โดยแท้

หวงช่วงเสี้ยเปิดเผยว่า ในปลายปี 2003 เฉินสุ่ยเปียนเคยดำเนินการอย่างจริงจังให้ไช่อิงเหวินเป็นผู้ช่วยของตนในการเลือกตั้งปี 2004 แต่ได้รับการต่อต้านอย่างเต็มที่จากกลุ่มของหลิ่ว ซิ่วเหลียน จึงเลิกล้มไปในที่สุด ดังนั้นเมื่อเฉินสุ่ยเปียนได้ดำรงตำแหน่งอีกวาระหนึ่ง จึงพยายามให้ไช่อิงเหวินเข้าเป็นสมาชิกหมินจิ้นตั่ง เป็นที่ชัดเจนว่าเพื่อให้ก้าวสูงขึ้นอีกขั้น และเป็นการขจัดอุปสรรคในการรณรงค์สืบทอดตำแหน่งในปี 2008 ซูเจินชาง เลขานุการสำนักงานประธานาธิบดีในขณะนั้น ถึงกับเคยแสดงเป็นนัยๆ ว่า “เฉินสุ่ยเปียนให้ความสำคัญกับไช่อิงเหวินเหลือเกิน”

หลังจากไช่อิงเหวินขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคหมินจิ้นตั่ง การแบ่งงานกันทำกับเฉินสุ่ยเปียนกลายเป็นความคาดหวังที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างภายในกับภายนอกพรรค แต่ไช่อิงเหวินเลือกใช้ “ความคลุมเครือ” อย่างมีศิลปะ เขาเชิญเฉินสุ่ยเปียนมาปราศรัยในวันเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าพรรค หลังจากนั้นเขากล่าวสนับสนุนเฉินสุ่ยเปียนในหลายโอกาสและจัดตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรกลุ่ม “เอกราช” เคลื่อนไหวสนับสนุนเฉินสุ่ยเปียนในขณะที่อยู่ในศูนย์กักกัน ส่วนเฉินสุ่ยเปียนก็กล่าวสนับสนุนไช่อิงเหวินในโอกาสสำคัญๆ

หลังจากไช่อิงเหวินสมัครรับเลือกตั้งในปี 2012 แล้ว คณะทำงานหาเสียงล้วนแต่เป็นคนของเฉินสุ่ยเปียนทั้งสิ้น เช่น หลินเต๋อซวิ่นหัวหน้าห้องรณรงค์หาเสียงเป็นมือขวาของเฉินสุ่ยเปียน หลินจิ่นชางผู้เขียนคำปราศรัยของเฉินสุ่ยเปียนรับผิดชอบงานประชาสัมพันธ์ ในงานแถลงข่าวการสมัครรับเลือกตั้ง ผู้ใกล้ชิดและหลานของเฉินสุ่ยเปียนต่างเข้ามาช่วย “แบกเกี้ยว” ดังนั้นเบื้องหลังของไช่อิงเหวินที่ประดุจดั่งดวงอาทิตย์ยามเที่ยง ล้วนแล้วแต่มีเงาของเฉินสุ่ยเปียนทั้งสิ้น

ต้วนอี๋คังเป็นผู้ลากเธอขึ้นสู่บัลลังก็อันศักดิ์สิทธิ์ของค่ายสีเขียว ในตอนนั้น SEEC Media ของไต้หวันเป็นเพียงสื่อเดียวที่เสนอข่าวที่ว่า “คืนก่อนหน้าที่ไช่อิงเหวินจะลงเลือกตั้งหัวหน้าพรรค น้องต้วนเกือบจะนอนที่บ้านไช่อิงเหวิน” พาดหัวที่น่าตื่นตาตื่นใจทำให้เห็นเงาของกลุ่มกระแสใหม่ที่ทำงานตัวเป็นเกลียวอยู่เบื้องหลังไช่อิงเหวิน และต้วนอี๋คังผู้ที่มีอิทธิพลต่อเส้นทางงานทางการเมืองของไช่อิงเหวิน

ความสัมพันธ์อันดีระหว่างต้วนอี๋คังอดีตหัวหน้าวิปของหมินจิ้นตั่ง กับ ไช่อิงเหวิน เป็นที่รู้ทั่วกันเป็นอย่างดี เปรียบเสมือนน้องชายกับพี่สาว ในปี 2004 ไช่อิงเหวินเข้าร่วมเป็นสมาชิกนิติบัญญัติปาร์ตี้ลิสต์ของหมินจิ้นตั่งก็ต่อเมื่อได้ขอความเห็นต้วนอี๋คังแล้ว ในปีเดียวกัน ขณะที่ประชุมการจัดตั้งกลุ่มกระแสใหม่ครบรอบ 20 ปี ต้วนอี๋คังได้เชิญไช่อิงเหวินเป็นแขกผู้มีเกียรตินอกกลุ่มมาร่วมงานด้วย ในตอนนั้นกลุ่มกระแสใหม่ยังสนับสนุนทั้งซูเจินชางและไช่อิงเหวินในการเลือกตั้งทั่วไป ทำให้เห็นว่ากลุ่มกระแสใหม่ได้หมายตาและพยายามปลุกปั้นไช่อิงเหวิน ในปี 2007 ต้วนอี๋คังลงสมัครรับเลือกสมาชิกสภานิติบัญญัติ ในเวลาเดียวกัน ไช่อิงเหวินเพิ่งวางมือจากธุรกิจมาลงการเมือง เธอไม่ใช่เพียงแต่ช่วยปราศรัยหาเสียง แต่ยังช่วยถ่ายทำโฆษณาหาเสียงให้ด้วย หวงช่วงเสี้ยกล่าวว่า คนหนึ่งเป็นดาวดวงเด่นในวงการเมือง อีกคนหนึ่งเป็นผู้นำในกลุ่มกระแสใหม่ ต่างช่วยเหลือซึ่งกันและกันและเข้ากันเป็นอย่างดี

ในปี 2008 หมินจิ้นตั่งพ่ายแพ้ยับเยิน กลุ่มกระแสใหม่เริ่มเป็นแกนนำในการสร้างพรรคใหม่ ต้วนอี๋คังเป็นผู้ที่เข้าหาไช่อิงเหวินอีกครั้งในขณะที่เธออยู่ในธุรกิจพันธุกรรมศาสตร์ ทั้งนี้เพื่อให้พรรคหลีกเลี่ยงการต่อสู้กันภายใน สร้างบรรยากาศใหม่ที่สดใส และทุกฝ่ายสามารถยอมรับในหัวหน้าพรรคคนใหม่ ในที่สุดก็สามารถกล่อมให้ไช่อิงเหวินยอมรับได้ ไช่อิงเหวินถูกปั้นให้เป็นดาวดวงเด่นทางการเมืองที่หมดจดงดงามไม่มีที่ติ มีปริญญาเอกจากอังกฤษ เป็นข้าราชการเทคโนแครต ประสบการณ์การบริหารเต็มเปี่ยม เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสองฝั่งช่องแคบ บุคคลิกเรียบง่าย สมถะ ในที่สุดไช่อิงเหวินเอาชนะคู่ต่อสู้กูควนหมิ่นได้อย่างง่ายดาย กลายเป็นหัวหน้าพรรคสตรีคนแรกที่เป็นผู้นำหมินจิ้นตั่งให้พลิกกลับมาได้ และกลายมาเป็นประธานาธิบดีสตรีคนแรกของไต้หวัน