วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จรรยาบรรณของบรรษัท

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องจรรยาบรรณของวิชาชีพสื่อสารมวลชนเกิดขึ้น ซึ่งเป็นที่สนใจของสังคม

เป็นอย่างมากนั่นคือ กรณีศาลพิพากษาให้ผู้จัดรายการข่าวชื่อดังทางโทรทัศน์คนหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นอาชีพสื่อมวลชน มีความผิดในเรื่องการฉ้อโกงที่เกี่ยวพันกับการประกอบวิชาชีพ โดยศาลชั้นต้นตัดสินให้จำคุก และอนุญาตให้ประกันตัวเพื่อต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ หลังจากศาลพิพากษาว่ามีความผิด ผู้จัดรายการข่าวคนนั้นยังทำหน้าที่ตามเดิม จึงเกิดคำถามถึงจริยธรรมในการประกอบวิชาชีพ ว่าสมควรจะทำหน้าที่ต่อไปหรือไม่ โดยต่อมาเมื่อมีผู้ตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้าง ผู้จัดรายการข่าวคนดังกล่าวจึงประกาศหยุดทำหน้าที่ ซึ่งท่านผู้อ่านหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจคงทราบรายละเอียดเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว

เมื่อ 2 วันที่ผ่านมา มีข่าวนักเทนนิสหญิง มาเรีย ชาราโปวา ชาวรัสเซียที่เคยเป็นมือวางอันดับหนึ่งของโลก ถูกตรวจพบสารกระตุ้นซึ่งเป็นสารต้องห้ามในการแข่งขันรายการแกรนด์สแลม ออสเตรเลียน โอเพ่น ซึ่งมาเรีย ชาราโปวา ออกมาแถลงยอมรับผิดว่ารับประทานยาที่มีสารต้องห้ามดังกล่าวจริง แต่โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะรับประทานเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยโดยแพทย์สั่งมาตั้งแต่ปี 2006 โดยสารเมลโดเนียมซึ่งเป็นสารต้องห้ามดังกล่าว เพิ่งประกาศให้เป็นสารต้องห้ามในปี 2016 คือปีนี้เอง ดังนั้นจึงต้องรอดูต่อไปว่า สหพันธ์เทนนิสนานาชาติ (ITF) ซึ่งเป็นองค์กรที่ควบคุมดูแลกีฬาเทนนิสของโลก จะลงโทษ มาเรีย ชาราโปวา ในความผิดครั้งนี้หรือไม่ อย่างไร

เหตุการณ์ทั้งสองที่ยกมานี้เกี่ยวข้องกับจรรยาบรรณของบรรษัท (คือองค์กรธุรกิจทั้งหลาย) อย่างไร เกี่ยวข้องก็เพราะว่า มีหลายบริษัทที่เป็นเจ้าของสินค้าซึ่งให้การสนับสนุนรายการ (ลงโฆษณา) ของผู้เล่าข่าวและสนับสนุนการลงแข่งขัน (สปอนเซอร์) ของ มาเรีย ชาราโปวา ได้ประกาศงดการสนับสนุน เพราะเห็นว่า หากยังดำเนินการต่อก็จะเป็นการสนับสนุนผู้กระทำผิดจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ อันเป็นการขัดกับจรรยาบรรณการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่ยึดหลักธรรมาภิบาล

การกระทำในลักษณะนี้รวมถึงโครงการเพื่อสังคมต่างๆ (Corporate Social Responsibility-CSR) ของบรรดาบรรษัททั้งหลายนั้น แท้จริงแล้วเป็นเรื่องปลายเหตุ หากบรรษัทยึดถือจรรยาบรรณและธรรมาภิบาลในการดำเนินกิจการแล้ว ย่อมไม่เพียงแค่เจียดเงินจำนวนน้อยนิดเมื่อเทียบกับกำไรอันมหาศาลมาทำโครงการ CSR เท่านั้น แต่ต้องทำให้กระบวนการทุกอย่างของกิจการดำเนินไปภายใต้ความรับผิดชอบต่อสังคม นั่นคือ ไม่สร้างผลเสียหายให้แก่สิ่งแวดล้อม ชุมชนโดยรอบ ผู้คนทั้งหลาย ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง หากเกิดขึ้นมาก็ต้องรีบดำเนินการแก้ไขอย่างรวดเร็ว ชดเชยค่าเสียหายแก่ผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ นี่จึงเป็นการดำเนินกิจการแบบมีจรรยาบรรณและมีธรรมาภิบาลโดยแท้จริง การทำเช่นนี้คือ CSR ที่แท้ ไม่ใช่เพียงแค่การลูบหน้าปะจมูก ทำกันที่ปลายเหตุดังที่เห็นอยู่ทั่วไป

แต่ความจริงที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้ บรรษัททั้งหลายกลับปฏิบัติสวนทางกับสิ่งที่เรียกว่าจรรยาบรรณและการรับผิดชอบต่อสังคม เพราะปรากฏว่าโรงงานอุตสาหกรรมของบรรษัทหรือบริษัทอุตสาหกรรมข้ามชาติและระดับชาติก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ต่อธรรมชาติ ต่อวิถีชีวิตของชุมชนอยู่เสมอๆ บริษัทที่เป็นผู้ผลิตอาหารทั้งอาหารคนและอาหารสัตว์ที่ใช้วัตถุดิบจากผลผลิตทางการเกษตร ก็มีข่าวว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังสนับสนุนให้เกษตรกรบุกรุกป่า ตัดโค่นต้นไม้ทำลายป่าเพื่อนำมาใช้ปลูกพืชผลทางการเกษตร เพื่อส่งให้บริษัทนำไปผลิตเป็นอาหารแปรรูป สนับสนุนให้เกษตรกรเลี้ยงปลาและสัตว์น้ำชนิดอื่นๆ ในกระชังตามแหล่งน้ำสาธารณะ เช่น แม่น้ำ ลำคลอง บึง เขื่อน โดยใช้อาหารสัตว์ที่ผลิตขึ้นจากวัตถุดิบที่ได้มาจากการปลูกในที่ดินที่บุกรุกทำลายป่า อาหารสัตว์จำนวนมากใช้เลี้ยงสัตว์น้ำในแหล่งน้ำสาธารณะก็มีเหลือตกค้างจำนวนมาก สามารถก่อมลพิษ เป็นสิ่งสกปรก และทำให้เกิดน้ำเน่าเสียได้ นี่เป็นตัวอย่างของการไร้จรรยาบรรณและไร้ธรรมาภิบาลของบรรษัท ซึ่งโครงการ CSR ที่จัดทำขึ้นไม่สามารถชดเชยอะไรได้

เมื่อเป็นเช่นนี้จึงสามารถกล่าวได้ว่า บรรษัทที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก อยู่ในทุกประเภทอุตสาหกรรม ทุกสายงานธุรกิจ ขาดจรรยาบรรณ ไร้ธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นเรื่องที่สวนทางกับภาพซึ่งบรรษัทได้สร้างขึ้นอย่างสวยหรูผ่านโครงการ CSR ทั้งหลาย ในขณะที่ความเสียหายเกิดขึ้นต่อเนื่องไปเป็นมูลค่าที่ไม่อาจประเมินได้

ทำอย่างไรพฤติกรรมเช่นนี้ของบรรษัททั้งหลายจึงจะลดน้อยลงจนไม่เหลืออยู่เลย ก็ได้แต่ฝากให้ผู้อ่านทุกท่านช่วยคิด เพราะนี่ไม่ใช่ภาระของใครคนใดคนหนึ่ง หากแต่เป็นของพวกเราร่วมกัน