วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน 2569

Login
Login

วิกฤติสงฆ์

วิกฤติสงฆ์

กรณีม็อบพระวัดพระธรรมกายปะทะกับทหารถึงขั้นล็อกคอทหาร ณ บริเวณพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม

สะท้อนให้เห็นว่า จีวรพระร้อนขนาดพระสามารถสำแดงพฤติกรรมก้าวร้าวด้วยการผลักดันทหารแล้วเดินฉุดกระชากทหารเคราะห์ร้ายไปหลายก้าว ทั้งๆ ที่ทหารทำหน้าที่ดูแลป้องกันพระผู้ชุมนุมมิให้ถูกมือที่สามปลุกระดมเข้าสู่เหตุการณ์ร้ายแรง และมิได้ทำร้ายพระรูปหนึ่งใดก่อนเลย

ผู้มีธรรมะอยู่ในใจได้แต่หวังว่า พระที่ผลักดันทหารคงไม่ได้มี “โลภะ โมหะ โทสะ” มองเห็นทหารเป็นเสือสิงห์กระทิงแรดไปชั่วแล่น และการเผชิญหน้ากันในครั้งต่อไปจะไม่เกิดความรุนแรงใดๆ

พระที่ชุมนุมมีเรื่องไม่พอใจอยู่ 3 ข้อ: (1) รัฐไม่ยึดถือตามมติมหาเถรสมาคม (มส.) ที่ได้เสนอให้แต่งตั้งสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์เป็นสมเด็จพระสังฆราช (2) ราชการก้าวก่ายเรื่องทางสงฆ์และการปกครองของคณะสงฆ์ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจาก มส.ก่อน (3) รัฐไม่บรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญ

ข้อ (1) เรื่องแต่งตั้งพระสังฆราชนั้น เป็นพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทำหน้าที่รับผิดชอบทูลเกล้าฯถวายนามที่เสนอโดย มส. เพื่อโปรดเกล้าฯ ย่อมต้องทำการตรวจสอบโดยละเอียดในความถูกต้องเหมาะสมด้วยประการทั้งปวงก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมื่อ มส.เป็นองค์กรที่มีโครงสร้างหน้าที่แบบรวบอำนาจทั้งหมดของสังฆสภา คณะสังฆมนตรี และคณะวินัยธรไว้ที่ มส.แห่งเดียวแบบเบ็ดเสร็จ แม้จะเป็นไปตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ ก็ตาม

ต่อมา มส.ได้แสดงเงื่อนงำที่ไม่ชอบมาพากล ในกรณีปกป้องพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ที่ไม่ปาราชิกตามพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในความผิดสองข้อ: (1) ไม่ยอมคืนที่ดินที่ได้มาโดยมิชอบให้วัดพระธรรมกาย (2) กล่าวหาว่าพระไตรปิฎกมีความบกพร่อง ซึ่งพระธรรมวินัยถือเป็นพฤติกรรมขั้นอนันตริยกรรม

ในการนี้ มส.ฟันธงด้วยว่า พระธัมมชโยไม่มีเจตนาฉ้อโกง เพราะได้คืนที่ดินให้วัดในภายหลังแล้ว จึงถือว่าพ้นมลทิน ทั้งๆ ที่ความผิดได้เกิดขึ้นแล้ว มส.จึงได้ทำลายศรัทธาจากพุทธบริษัทสี่ ส่งผลให้การพิจารณาแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ไม่ราบรื่นเท่าที่ควร ก่อนโทษใคร ม็อบพระน่าจะพิจารณาดูตัวเองก่อน ดั่งเช่นปางพระพุทธรูปที่ทอดสายพระเนตรลงเข้าหาองค์ มิใช่ออกห่างองค์

ข้อ (2) ที่กล่าวหาว่า ราชการก้าวก่ายกิจของสงฆ์นั้น ดูเหมือนจะเป็นบทคิด-พูด-ทำ ของอัตตาที่เชื่อว่าตนคือ “อัตตาอมตะ” ที่ “สำคัญที่สุด” เป็นอยู่โดยลำพังได้ชั่วนิรันดร คือ “ไม่ต้องอิงอาศัยกัน” กับใคร จึงไม่ต้องการให้ใครมาก้าวก่ายอาณาจักรแห่งอัตตาอมตะของตน พระคุณเจ้าลืมแล้วหรือว่า พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนเกี่ยวกับอัตตาอมตะนี้ไว้อย่างไร?

พระพุทธเจ้าทรงยกตัวอย่างรถม้าขึ้นมา ถามว่า ส่วนสำคัญที่สุดของรถม้าอยู่ที่ไหน? ที่นั่ง ล้อ เพลา หรือโครงรถ? พระองค์ทรงตอบว่า เปล่าเลยทั้งสิ้น หากจะแยกแยะแต่ละชิ้นส่วนเหล่านี้ออกเป็นส่วนย่อยลงไปอีก แต่ละชิ้นส่วนย่อยก็หาได้เป็นส่วนสำคัญที่สุดไม่ รถม้าทั้งคันจึงประกอบด้วยชิ้นส่วนต่างๆ มากมาย รถม้าเป็นรถม้าได้ด้วย “การอิงอาศัยกัน” ของชิ้นส่วนทั้งปวงเหล่านี้ มิใช่หรือ?

อย่าลืมว่า ราชอาณาจักรไทยเป็นอยู่ด้วย “การอิงอาศัยกัน” ของสถาบันชาติ สถาบันศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมส.เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสถาบันศาสนาเท่านั้น

ข้อ (3) เรื่องบรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติใน รธน. นั้น เพื่อให้พระที่ “เสแสร้งเป็นพระ” ได้อาศัยปัจจัยทางสังคม การเมือง ทำการขับเคลื่อนพระพุทธศาสนาสู่ความเสื่อมกระนั้นหรือ?

มส.น่าจะขอให้รัฐบรรจุมาตราควบคุมการบริหารสินทรัพย์เงินทองทั้งหลายในวัดไว้ใน รธน. เพื่อไม่ให้ถูกมองว่าเป็นแหล่งฟอกเงินผิดกฎหมาย และขอให้มีบทลงโทษจริงจังกับฆราวาสและพระ ที่ละเมิดกฎหมายและพระธรรมวินัยอย่างเสมอเหมือนกันหมด

ถึงเวลาหรือยังที่รัฐบาลในฐานะผู้นำของประเทศจะเริ่มลงมือ “ปฏิรูป” โครงสร้างหน้าที่ของสถาบันศาสนาอย่างจริงจังเสียที?

ส่วนจะปฏิรูปอย่างไรก็น่าจะประยุกต์วิธีพ้นทุกข์อย่างในอริยสัจสี่ของพระพุทธเจ้า คือ (1) ยอมรับอย่างไร้ข้อกังขาว่า มส.และวัดพุทธไทยจำนวนมากมี “โรคมะเร็ง” เป็นทุกข์อยู่ (2) โรคมะเร็งมีสมุทัยจากค่านิยมในวัตถุและเงินทอง (3) โรคมะเร็งมีนิโรธ (4) โรคมะเร็งดับได้ด้วยมรรคเยี่ยงอริยมรรคมีองค์แปด สร้างขึ้นมาด้วยการระดมสมองจากบุคคลผู้นับถือพระพุทธศาสนาด้วย “ใจ-ปาก-มือ” และผู้มีความรู้ในพระธรรมวินัย พฤติกรรมมนุษย์ ตลอดจนนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์

สถาบันศาสนาต้องหลุดพ้นจากการถูก “สาวกลัทธิเศรษฐกิจ” ก้าวก่ายแสวงหากำไร เพื่อศาสนาพุทธจะได้เป็นพุทธแท้ของผู้ตื่นแล้วจากอวิชชา

พระธรรมโดยรวมคือคำสั่งสอนที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของผู้ถือปฏิบัติให้เป็นจิตตื่นรู้และเจริญสุขยิ่งขึ้น ด้วยมาจากพระพุทธเจ้า ผู้ตรัสว่า เราไม่เคยย้อนไปดูว่ามีอะไรบ้างที่เราได้ทำไปแล้ว แต่เราคอยดูอยู่ว่ายังมีอะไรบ้างที่เราจักทำ (ด้วยจิตตื่นรู้) ต่อไป

หากมส.ยังถือว่าพระก็คือปุถุชนคนธรรมดาที่ห่มผ้าเหลือง มิใช่อริยชนแต่ประการใด การมีรถเบนซ์หรูหราหรือมีบัญชีเงินส่วนตัวย่อมเป็นพฤติกรรมอัน “ชอบ”

แล้วยังจะมีใครประสงค์จะเข้าวัดของพระเหล่านี้อีกหรือ?

----------------------------

ธนรัตน์ ยงวานิชจิต

[email protected]