เพราะคิดไปได้ไม่ไกลจึงมักง่าย (1)

ชื่อบทความวันนี้ควรจะเป็นอย่างไรกันดีครับ ควรจะเป็นว่า “เพราะมักง่ายจึงคิดไปได้ไม่ไกล” ซึ่งจะสื่อสารได้ตรงกว่าหรือไม่
แต่อย่างไรก็ตามเอาเป็นว่าลักษณะทั้งสองอย่างนี้กำหนดซึ่งกันและกันก็แล้วกันนะครับ
ที่ใช้ชื่อบทความเช่นนี้ก็เพราะว่า หากยอมรับความจริงเชิงประสบการณ์ เราทุกคนน่าจะเคยพบเห็นและเผชิญกับ “ความมักง่าย” ของผู้คนเต็มไปหมดทุกพื้นที่และทุกระดับ พื้นที่ทางการเมืองสำคัญมาก ระดับกำกับชีวิตทางสังคมของผู้คนยังถูกทำให้อยู่ภายใต้การกำกับของใครก็ไม่รู้ (ดังที่เห็นในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้) คณะผู้รับผิดชอบพื้นที่ทางเศรษฐกิจของชาติก็ออกมาแสดงวิสัยทัศน์แบบไม่คำนึงพื้นฐาน ด้วยการมองการย้ายฐานการลงทุนไปประเทศอื่นว่าเป็นตัวชี้วัดความก้าวหน้าของเศรษฐกิจไทย (ญี่ปุ่นเองยังกังวลเรื่องการย้ายฐานการผลิตซึ่งส่งผลถึงการจ้างงานและการเก็บภาษี) “ความมักง่ายระดับชาติ”มีให้พบทุกรัฐบาลครับ
ระดับชีวิตประจำวันก็ยิ่งพบ “ความมักง่าย” ดาษดื่นไปหมด ครูบาอาจารย์ในสถานการณ์การศึกษาล้วนแล้วแต่ไม่ได้ใส่ใจที่ตามความรู้ให้ทันการณ์ หรือคิดจะค้นคว้าหาความรู้เพื่อจะพัฒนานักเรียนนักศึกษา การขอตำแหน่งของครูในโรงเรียนจำนวนมากก็เป็นการจ้างคนอื่นทำให้ (ผมเชื่อว่าหากจะตรวจสอบกันจริงๆ ก็ทำได้ไม่ยากนักเพราะในโรงเรียนเองก็รู้กันอยู่ว่าใครจ้าง ใครที่เจ็บปวดก็คือในบางกรณีคนรับจ้างก็เป็นคนตรวจงานเสียเอง)
หากสั่งให้นักศึกษาทำรายงานรับประกันได้ว่าต้องอ่านรายงานที่นักศึกษาทำแบบ “สักแต่ว่ามีส่งอาจารย์” โดยที่นักศึกษาไม่ได้คิดเลยแม้แต่น้อยว่ากระบวนการทำรายงานนั้นจะส่งผลดีต่อเขา ผมตรวจรายงานนักศึกษาแต่ละเทอมด้วยความรู้สึกแย่ตลอดมา (แล้วก็จะไปด่านักศึกษาจนกลายเป็นครูปากร้ายไปแล้วฮา) การเรียนระดับปริญญาตรีเป็นไปอย่าง “มักง่าย” ขอให้จบเท่านั้น อย่างอื่นค่อยไปคิดเอาภายหลัง
การขับรถบนท้องถนนก็ล้วนแล้วแต่ “มักง่าย” โดยไม่คำนึงว่า ตนเองจะก่อปัญหาให้แก่การจราจรโดยรวมมากน้อยเพียงใด การแก้ไขปัญหาในการจราจรก็เป็นไปตามหลัก “กำปั้นใหญ่” ครองถนน การสอบได้ใบขับขี่ก็ง่ายเหลือกำลังการขับรถเป็นจึงเท่ากับการบังคับรถได้เท่านั้น ทั้งๆ ที่การจราจรมีความหมายทางสังคมมากกว่าการบังคับรถ
การใช้ชีวิตของวัยรุ่นก็ “มักง่าย” มากขึ้น หากมองกลุ่มที่สุดขั้วเช่นวัยรุ่นแว้นซ์รุ่นที่กำลังปฏิบัติการณ์ในปัจจุบันก็จะคิดถึงชีวิตอย่าง “มักง่าย” แตกต่างไปจากแว้นซ์รุ่นทศวรรษ 2530 ที่ยังสามารถกลับเข้าสู่ชีวิตปรกติได้ประมาณเจ็บสิบเปอร์เซ็นต์ (หากจะศึกษาแว้นซ์ต้องแยกศึกษาเป็นรุ่นนะครับอย่าเหมารวม)
ชีวิตวัยรุ่นโดยรวมก็เหลือเพียงการใช้เวลาหลอกตัวเองในการเล่นเฟสบุ๊คสนุกกับการร้องเต้น และอวดรูปโฉมโนมพรรณเท่านั้น (กิจกรรมประจำปีของโรงเรียนทุกแห่งก็จะมีอยู่แค่เต้นรำร้อง)
การทำงานในระบบราชการก็จะเป็นการทำเฉพาะส่วนเสี้ยวหน้าที่ของตน และไม่ได้แยแสว่าควรจะคิดเชื่อมต่อกับงานคนอื่น หรือส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องอย่างไร ทุกข์ร้อนของผู้คนที่มาติดต่องานทั้งหลายเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องด้วย ที่น่าตกใจบางหน่วยงานในมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดบางแห่งออกกฏระเบียบแล้วบังคับใช้ย้อนหลังได้อย่างไม่สำนึกรู้เลยว่า ทำไม่ได้เพราะตนเองคิดได้เฉพาะส่วนงานของตนเอง ไม่ได้คิดถึงผลกระทบต่อนักศึกษา
หากผู้อ่านทำงานในระดับหัวหน้างานที่เคยสอบทางวิชาการและสัมภาษณ์คนสมัครงาน ท่านก็จะรับรู้อย่างแจ่มชัดว่าคนที่มาสมัครนั้นคุณภาพลดลงเพียงใด รวมไปถึงว่าคนที่ท่านรับเข้ามาทำงานในปัจจุบันทำงานอย่างไร เช่นเขาจะเล่นเฟสบุ๊คไปพร้อมกับการทำงานที่ท่านสั่ง โดยที่งานที่รับมาก็เสร็จแต่ก็เสร็จเท่าที่สั่ง หรือเสร็จแบบ “ลวกๆ” คุณภาพของความตั้งใจทำงานลดลงไปตามวันเวลา
ลองนึกถึงอุตสาหกรรมความเชื่อเช่นลูกเทพปิรามิด ที่เน้นการครอบครองวัตถุที่ทำให้ชีวิตดีขึ้น ซึ่งเป็น “ความมักง่าย” ระดับจิตวิญญาณทีเดียว
หากจะพูดถึง “ความมักง่าย” ของคนในสังคมไทยปัจจุบันก็คงจะยกตัวอย่างได้อีกมากมาย ท่านผู้อ่านอาจจะรู้สึกว่าผมมองโลกในแง่ร้าย แต่ก็ขอร้องให้ท่านลองทบทวนดูอย่างจริงจัง เพื่อจะได้ช่วยกันหาทางออก
ความมักง่ายที่ขยายตัวออกอย่างกว้างขวางนี้ ทำให้อยากจะนิยามสังคมไทยปัจจุบันว่า เป็น “สังคมแห่งความมักง่าย” ครับ
เราต้องยอมรับความจริงกันอย่างหนึ่งว่า เมื่อก่อนสังคมไทยก็มีลักษณะของ “สังคมมักง่าย” อยู่ ดังที่รับรู้อยู่ตลอดมาว่าสังคมไทยเป็นสังคมสบายๆ ไม่เคร่งครัดอะไรมีอะไรก็หยวนๆ กันไป รถยนต์ก็มีไม่มากนัก บางจังหวัดพอถึงสามทุ่มแล้วก็ไม่มีคนบนท้องถนน แล้วชีวิตผู้คนส่วนใหญ่ก็มีอาณาเขตของชีวิตไม่ไกลจากชุมชนตนเองมากนัก การศึกษาก็จะอยู่ในระดับภาคบังคับเป็นส่วนใหญ่ (ป.4 แล้วก็ป.7) คนที่เข้าเรียนในระดับปริญญาตรีมีไม่มากนัก และเมื่อจบแล้วก็หางานทำได้ไม่ยากไม่ต้องรู้อะไร ก็ไปเรียนรู้งานง่ายๆ ในระบบเอาเอง ปัญหาต่างๆ จึงไม่ซับซ้อนและสามารถปัดเป่าได้ในระดับชุมชน และในระบบวัฒนธรรม
แต่สังคมไทยวันนี้เปลี่ยนแปลงไปมากมาย แต่คนไทยยังคงผลิตซ้ำและขยาย “ความมักง่าย” ให้เพิ่มมากขึ้นในทุกมิติของชีวิต จนน่าสงสัยว่าเราจะอยู่กันอย่างไรในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งและไพศาลนี้
อะไรทำให้เราอยู่กับ “ความมักง่าย” จนกลายเป็นเรื่องปรกติเช่นนี้







