วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

บัญชีเดียว... SMEs มีแต่ได้กับได้

จากข้อมูลสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว.ระบุว่า ประเทศไทยมี SMEs ประมาณ 2,700,000 ราย

จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประมาณ 700,000 รายซึ่งในจำนวนนี้มีเสียภาษีให้แก่รัฐประมาณ 450,000 ราย โดยรายที่เสียภาษีนี้มีจำนวนไม่น้อยที่กิจการมีหลายบัญชีด้วยกัน เพียงเพื่อใช้ในวัตถุประสงค์ที่ต่างกรรมต่างวาระ จนบางครั้งก็ทำให้ SMEs เองก็สับสนเหมือนกัน

วันนี้สภาวะแวดล้อมต่างๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปและเอื้อประโยชน์อย่างมากให้แก่ SMEs ในการที่จะมีระบบบัญชีชุดเดียว เมื่อรัฐบาลได้ออกกฎหมาย 2 ฉบับ คือ (1) พระราชกำหนด การยกเว้นและสนับสนุนการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร พ.ศ. 2558 และ (2) พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 595) พ.ศ. 2558  เพื่อให้ SMEs ได้จัดทำบัญชีและงบการเงินสอดคล้องกับสภาพที่แท้จริงของกิจการ ใช้เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์และวางแผน การดำเนินธุรกิจ สร้างความน่าเชื่อถือในการประกอบกิจการและขยายกิจการในอนาคต เป็นการสร้างฐานภาษีที่ยั่งยืน สะท้อนสภาพกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ และการทำธุรกรรมทางการเงินโดยรวม

ในอนาคตอันใกล้นี้ กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยจะดำเนินการให้สถาบันการเงินที่อยู่ในกำกับดูแลใช้บัญชีและงบการเงินที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลแสดงต่อกรมสรรพากรในการยื่นรายการภาษีเงินได้ เป็นหลักฐานในการทำธุรกรรมทางการเงินและขออนุมัติสินเชื่อกับสถาบันการเงิน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 หรือพูดง่ายๆ คือ การออกกฎหมายทั้ง 2 ฉบับในครั้งนี้ดำเนินการโดยรัฐบาล จึงเป็นการยากที่จะมีหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งมาแก้ไขในอนาคต จึงมีผลให้การติดต่อกับสถาบันการเงินตั้งแต่ปี 2562 ต้องใช้งบการเงินที่ยื่นต่อสรรพากรเป็นหลัก สถาบันการเงินจะพิจารณาผลประกอบการเพื่อให้สินเชื่อ โดยใช้ข้อมูลหรืองบการเงินย้อนหลังประมาณ 3 ปี เท่ากับท่านผู้ประกอบการ SMEs ได้เตรียมความพร้อมที่จะขยายธุรกิจของตัวเองในอนาคต

นอกจากนี้ยังมีสิทธิประโยชน์ที่ SMEs จะได้ ดังนี้

ประเด็นแรก ช่วยให้ผู้ประกอบการ SMEs ที่ดีเดินหน้าทำธุรกิจได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องมากังวลกับข้อผิดพลาดของบัญชีในอดีต โดย SMEs ที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีรายได้ไม่เกิน 500 ล้านบาท ในรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดในหรือก่อนวันที่ 31 ธันวาคม 2558 ซึ่งมีระยะเวลาครบ 12 เดือน สมัครเข้าร่วมโครงการบัญชีเล่มเดียว จะได้รับการยกเว้นจากการตรวจสอบภาษีย้อนหลัง โดยสามารถจดแจ้งการใช้บัญชีเล่มเดียวผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทางเว็ปไซต์ของกรมสรรพากร http://www.rd.go.th ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม-15 มีนาคม 2559

ประเด็นที่สอง SMEsที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการไม่เกิน 30 ล้านบาท และได้ดำเนินการจดแจ้งต่อกรมสรรพากรในการใช้บัญชีเล่มเดียว จะได้รับประโยชน์และสิทธิประโยชน์จากการยกเว้น และลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลถึง 2 รอบระยะเวลาบัญชี (ตามตารางประกอบ)

ในการลดอัตราภาษีให้แก่ SMEs นั้น กรมสรรพากรได้ช่วยเหลือ SMEs มาโดยตลอดจากร้อยละ 30 และครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าจูงใจทีเดียว หากเปรียบเทียบกับอัตราการเสียภาษีในรูปแบบบุคคลธรรมดา ซึ่งเป็นอัตราก้าวหน้า กับอัตราการเสียภาษี SMEs ที่จดทะเบียนนิติบุคคลที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ณ เวลานี้ จะเห็นได้ว่าการชำระภาษีในรูปแบบบุคคลธรรมดาสูงกว่าแน่นอน

ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีโปรแกรมบัญชีสำเร็จรูปเปิดให้ผู้ประกอบการ SMEs ดาวน์โหลดฟรีผ่านเว็ปไซต์กรมสรรพากร แถมด้วยค่าใช้จ่ายจากการซื้อคอมพิวเตอร์ หรือจ้างนักศึกษามาทำบัญชีสามารถนำค่าใช้จ่ายส่วนนี้มาหักภาษีได้ถึง 2 เท่าของเงินที่จ่าย หรือจะเลือกใช้โปรแกรมสำเร็จรูปจากบริษัทเอกชนที่ได้รับการยอมรับจากสรรพากรได้อีกด้วย

ประเด็นสุดท้าย ในอนาคตอันใกล้นี้ กระทรวงการคลังจะได้นำระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Payment มาใช้ จะทำให้กรมสรรพากรสามารถเชื่อมโยงข้อมูลการใช้จ่ายเงินของทั้งบุคคลและนิติบุคคลได้มากขึ้น การตรวจสอบภาษีก็จะทำได้ง่ายขึ้นเช่นกัน ซึ่งมีส่วนในการส่งเสริมให้การทำธุรกรรมและการบริหารเงินของผู้ประกอบการเป็นไปอย่างรวดเร็ว คล่องตัว และเกิดประสิทธิภาพ อันจะส่งผลสำเร็จต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม ซึ่งถือว่างานนี้ SMEs มีแต่ได้กับได้

ดังนั้น ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมเช่นนี้ หากผู้ประกอบการ SMEs ไม่ต้องการตกรถไฟขบวนสุดท้าย ภายในวันที่ 15 มีนาคม 2559 ให้รีบดำเนินการจดแจ้งการใช้บัญชีเล่มเดียวต่อกรมสรรพากรโดยด่วน และฉบับหน้าท่านสามารถติดตามต่อได้ในหัวข้อ “SMEs กู้ง่ายและเร็วกว่าที่คิด”

-----------------

มงคล ลีลาธรรม

กรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย