IRYU กับบทวิเคราะห์เรื่องการแพทย์

IRYU กับบทวิเคราะห์เรื่องการแพทย์

ผมได้มีโอกาสดูภาคล่าสุดของละครญี่ปุ่นเรื่อง IRYU: team medical dragon ซึ่งเกี่ยวกับการแพทย์เป็นหลัก

โดยพระเอกของเราคือ อาซาดะ ริวทาโร่ (แสดงโดย ซากางูจิ เคนจิ) ได้ถูกวางคาแรคเตอร์ให้เป็นศัลยแพทย์มือฉมัง ที่ไม่เกี่ยงสถานที่ทำงานขอให้ได้ผ่าตัดรักษาคนไข้ที่อยู่ต่อหน้า ทั้งยังมีจิตใจที่เห็นความสำคัญของชีวิตผู้ป่วยเหนือสิ่งอื่นใด (เหนือกว่า อำนาจ เงินทอง หรือความสุขสบายส่วนตน)

ความสนุกของเรื่องนี้คือการได้ลุ้นว่า อาซาดะ กับทีมดราก้อนของเขาจะงัดใช้เทคนิคอะไรในการผ่าตัดรักษาชีวิตผู้ป่วยในเคสที่ท้าทายขีดจำกัดทางการแพทย์ นอกเหนือจากด้านเทคนิค ธีมของเรื่องที่สร้างความบันเทิงให้ทุกภาคคือ ความขัดแย้งภายในโรงพยาบาล (และระหว่างโรงพยาบาล) ที่ถูกทำเสนอผ่านความขัดแย้งระหว่างกลุ่มที่เปี่ยมไปด้วยอุมดมการณ์ (อาซาดะและทีม) และกลุ่มที่ใช้การแพทย์เพื่อแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์อื่นที่ไม่ใช่สุขภาพของผู้ป่วย ซึ่งในภาคล่าสุดได้แสดงการขับเคี่ยวระหว่างสองอุดมการณ์อย่างชัดเจน โดยฝั่งหนึ่งเน้นตัวผู้ป่วยเป็นหลักโดยไม่ใส่ใจธุรกิจ และอีกฝั่งที่พยายามใช้ธุรกิจนำการแพทย์เพื่อให้เกิดการพัฒนาในการรักษาและการสะสมทุนและอำนาจ

ผลของการปะทะกันระหว่างขั้วอุดมการณ์จะคลี่คลายเช่นไร ผมคงต้องขอให้ท่านลองไปติดตามดูกันเองนะครับ แต่ประเด็นที่ละครทิ้งให้คิดต่อคือการเสนอภาพของการแพทย์และสถาบันสาธารณสุขที่ขัดกับภาพอุดมคติ (ที่ว่าบุคลากรทางการแพทย์ต้องทุ่มเทให้แก่สังคม) โดยเชื่อมโยงการแพทย์ว่าเป็นปฏิบัติการที่สร้างอำนาจและเงินตรา เมื่อพิจารณาด้วยเศรษฐศาสตร์การเมืองแบบมาร์กซิสต์ที่มองว่าการแพทย์ไม่ได้เป็นสิ่งบริสุทธิ์ที่กำเนิดจากการการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์อย่างเดียว หากแต่เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการทางเศรษฐกิจและการเมืองของระบบทุนนิยม

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? ประเด็นแรกคือ สถาบันสาธารณสุขมีความสำคัญในการ “ผลิตซ้ำ” ความต้องการกำไรของสังคม โดยเศรษฐศาสตร์การเมืองแนวมาร์กซ์มองว่า ความต้องการสะสมทุนและกำไรถือเป็นกลจักรสำคัญในการขับเคลื่อนระบบทุนนิยมไปข้างหน้า การที่จะระบบจะขยายตัวได้จำเป็นที่ต้องมีการผลิตจากบุคลากรในวัยทำงานในภาคส่วนต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ความต่อเนื่องจะมีได้ก็ต่อเมื่อไม่มีโรคภัยมาย่างกรายบุคคลทำงาน โรคภัยไข้เจ็บทั้งหลายนั้นไม่ได้มีภัยต่อชีวิตเท่านั้น แต่เป็นภัยต่อ “ผลิตภาพ” หรือความสามารถในการผลิตของบุคคลทำงานด้วย ดังนั้นการจัดการให้บุคคลในวัยทำงานมีสุขภาพที่ดีจึงเป็นสิ่งจำเป็น ยิ่งไปกว่านั้นอุตสาหกรรมสาธารณสุขยังมีส่วนในการสร้าง “เสถียรภาพ” ทางเศรษฐกิจของระบบทุน ผ่านการดูแลเยาวชนให้เติบโตแข็งแรงกลายเป็นแรงงานที่ผลิตในอนาคตอีกด้วย

แน่นอนว่าสถาบันทางการแพทย์ไม่ได้ดูแลเฉพาะบุคคลในวัยทำงาน เพราะหลักการทางการแพทย์คือ ต้องรักษาผู้คนโดยไม่เกี่ยงชาติ ศาสนา วัย เพศ ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีหรือไม่มีผลิตภาพก็ควรที่จะได้รับการรักษาทั้งสิ้น รูปแบบการรักษาโดยไม่เลือกปฏิบัติดังกล่าว (คล้ายๆ กับที่อาซาดะเป็น) รวมถึงความต้องการในการพัฒนาทางการยาและการแพทย์เพื่อการรักษาเรียกได้ว่าเป็นบทบาททาง อุดมการณ์ของการแพทย์และสถาบันสาธารณสุข กล่าวคือ รัฐสามารถใช้การแพทย์และสาธารณสุขเป็นเครื่องมือในการตอบสนองความต้องการด้านสุขภาพ อันเป็นความต้องการขั้นพื้นฐานของประชาชน

เมื่อความต้องการของประชาชนได้รับการเยียวยา ก็จะช่วยลดความเสี่ยงทางการเมืองของรัฐจากการโดนต่อต้านจากประชาชน ดังนั้นบริการสาธารณสุขจากมุมมองของรัฐจึงมีฐานะเป็นนโยบายสาธารณะที่ยังผลประโยชน์ทางการเมืองและสังคม (เป็นเครื่องมือรักษาฐานอำนาจของรัฐ) และเศรษฐกิจ (เป็นหนึ่งในฟังก์ชั่นที่จัดการให้ระบบทุนดำเนินต่อไปอย่างมีกำไรและเสถียรภาพ)

บริการสาธารณสุขไม่ได้เกิดจากการลงทุนโดยรัฐเท่านั้น ในปัจจุบันมันมีแนวโน้มที่สถาบันสาธารณสุขเองก็ได้กลายมาเป็นrพื้นที่การลงทุนเพื่อแสวงหาผลกำไรของทุน ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรประมาณรายได้ของโรงพยาบาลเอกชนที่จดทะเบียนว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 3.32 แสนล้านบาทในปี 2558 เป็นไม่ต่ำกว่า 3.4 แสนล้านบาทในปีนี้ ตัวเลขอันมหาศาลและการขยายตัวดังกล่าวยืนยันได้อย่างดีว่าสถาบันสาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงพยาบาล ไม่ได้มีหน้าที่ในการบริการพิทักษ์ผลิตภาพของอุตสาหกรรมอื่นๆ หากแต่ตัวอุตสาหกรรมสาธารณสุขเองก็อยู่ในวงจรแห่งวิถีการผลิตแห่งทุน ที่ตนเองต้องการเพิ่มผลิตภาพเพื่อผลประกอบการที่มากขึ้น การขยายตัวดังกล่าวก็สอดคล้องกับกระแสการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ร่วมด้วยการขยายตัวของสิทธิราชการและประกันสังคมที่ครอบคลุมถึงโรงพยาบาลเอกชน (อย่างไรก็ตามตัวระบบประกันสังคมเองก็ใช่ว่าจะไม่มีปัญหา) อีกทั้งสังคมไทยก็กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเจ็บป่วยได้ง่ายกว่าคนหนุ่มสาว

จากมุมมองข้างต้นคงเห็นได้ว่า การแพทย์ไม่ได้เป็นสิ่งที่ดำเนินไปอย่างเอกเทศ หากแต่มีความเชื่อมโยงอย่างมากกับสังคมเศรษฐกิจ ซึ่งในต่างประเทศไปไกลถึงขนาดมีการศึกษาแนวทาง “วัตถุนิยมประวัติศาสตร์ของระบาดวิทยา” ซึ่งประยุกต์แนวคิดมาร์กซิสต์มาอธิบายรูปแบบของโรคภัยและความตาย โดยเชื่อมโยงกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจสังคม ณ ช่วงเวลาประวัติศาสตร์หนึ่ง (ซึ่งยังไม่เห็นการศึกษาประเด็นดังกล่าวในบ้านเรา)

และอีกประเด็นที่น่านำมาคิดต่อกันคือ เมื่อตัวโรงพยาบาลเองก็อยู่ในวิถีการผลิตแห่งทุน จะมีความสัมพันธ์ทางชนชั้นทางการผลลิตอย่างไร ที่ไม่สามารถแบ่งออกได้ง่ายๆ เป็นทุนกับแรงงานตามแบบมาร์กซิสต์ดั้งเดิม เพราะความหลากหลายของบุคลากรทางการแพทย์มีหลายหลาก (หมอ พยาบาล เภสัชกร ผู้บริหาร บุคลากรฝ่ายจัดการ) ซึ่งการมองหารูปแบบความสัมพันธ์ทางการผลิตก็เป็นหนึ่งเงื่อนไขสำคัญของการวิเคราะห์ในระดับองค์กร ว่าสุดท้ายแล้วใครเป็นผู้ผลิตมูลค่าส่วนเกินขึ้น และส่วนเกินนั้นถูกตัดสินใจจัดการและจัดสรรโดยใครนั่นเอง

-------------------

นรชิต จิรสัทธรรม

คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น