โลกในยุคสมาร์ทโฟนก่อให้เกิดผลดีอเนกอนันต์และผลเสียอย่างประเมินมิได้เช่นกัน ทุกสถานที่ทำงานจะเห็นคนทำงาน
ใช้สมาร์ทโฟนเพื่อความบันเทิงส่วนตัวกันทั่วไป โดยเอาใจใส่ในงานน้อยลง สมาร์ทโฟนเป็นตัวที่เบี่ยงเบนความสนใจอย่างสำคัญ ปรากฏการณ์นี้เป็นเรื่องที่น่ากังวลภาพห้องเรียนไม่ว่าระดับมัธยมหรืออุดมศึกษาทั้งในและต่างประเทศที่ผู้เรียนใช้แล็ปท็อปขณะที่ครูหรืออาจารย์กำลังสอนหน้าห้องเรียนนั้น ดูขลังเพราะทันสมัย แต่เบื้องหลังก็คือเวลาที่อยู่กับบทเรียนนั้นมีไม่ถึงครึ่ง อีกครึ่งหนึ่งคือการท่องเว็บออกไปนอกห้อง เล่นเฟสบุ๊ค ไลน์ ดูภาพยนตร์ หรือค้นหาเรื่องราวบนเน็ต
งานวิจัยชิ้นหนึ่งของวงการศึกษาอเมริกัน พบว่าผู้เรียนใช้เวลาให้กับการสอนหน้าชั้นเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น โดยที่ Distraction หรือการเบี่ยงเบนความสนใจโดยสมาร์ทโฟนมีผลกระทบต่อ Productivity (“ผลิตภาพ”) ของแรงงาน กล่าวคือคนหนึ่งคนมีผลผลิตออกมาน้อยลงจาก Distraction เราเห็นภาพคนทำงานเป็น รปภ. แม่บ้านทำความสะอาด พนักงานนั่งเคาน์เตอร์ พนักงานขายของหรือแม้แต่ตำรวจเล่นสมาร์ทโฟนขณะพักจากงาน แต่ส่วนใหญ่มักเล่นไปพร้อมกับทำงาน
พนักงานขายของและเจ้าของร้านเล็กๆ จำนวนมากนั่งเล่นสมาร์ทโฟนอยู่ข้างในร้านจนลูกค้าเดินผ่านไปเพราะไม่เห็นคนขาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานที่ทำงานที่พนักงานใช้คอมพิวเตอร์ (โดยเฉพาะข้าราชการหรือพนักงานราชการ) มักเล่นสมาร์ทโฟนกันเกือบตลอดเวลา ผู้ทำงานระดับบริหารก็ไม่น้อยหน้า เวลาประชุมมีจำนวนไม่น้อยไม่สนใจฟัง นั่งกดสมาร์ทโฟนราวกับว่าถ้าไม่เล่นแล้วมันจะชักตาย สำหรับประธานในที่ประชุมเข้าใจว่าไม่มีอะไรที่เป็นการไม่ให้เกียรติเท่ากับการนั่งกดสมาร์ทโฟน
หลายบริษัทในต่างประเทศมีการปลดพนักงานระดับบริหารออกทันที (You are fired!) เมื่อมีพฤติกรรมเช่นนี้เพราะถือว่าไม่ให้ความสนใจแก่เรื่องที่สำคัญจนต้องเสียเวลาจัดประชุม (ไม่ใช่มาพบกันเพื่อเล่นสมาร์ทโฟน) ผู้ที่เพลิดเพลินกับพฤติกรรมเหล่านี้เมื่อตอนเข้าพบคนอื่นจะหมดความสำคัญในสายตาทันที (เช่นเดียวกับพวกที่ชอบเปิดโทรศัพท์ให้มีเสียง) เพราะถือว่าไม่ให้เกียรติกัน การเล่นสมาร์ทโฟนเพื่อการใดก็ตามในกาละอย่างนี้ ถือได้ว่าหยาบคายเสมือนว่ามีคนพูดด้วยและไม่ฟัง
“ผลิตภาพ” เป็นหัวใจสำคัญของความกินดีอยู่ดีของทุกครอบครัว ทุกสังคม ทุกองค์กรไม่ว่ารัฐหรือเอกชน ถ้าสมาชิกในครอบครัวโดยเฉลี่ยมีความสามารถในการผลิตและสร้างรายได้มากกว่าสมาชิกอีกครอบครัวแล้ว ครอบครัวแรกต้องมีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าอย่างแน่นอน เช่นเดียวกับองค์กร ถ้าคนทำงานมีความสามารถในการทำงาน (วัดด้วยผลผลิตที่ออกมาของแต่ละคน) สูง องค์กรนั้นก็ย่อมเข้มแข็ง และสามารถสร้างรายได้หรือความสำเร็จได้สูงกว่า Distraction จากสมาร์ทโฟนในลักษณะนี้แหละคือตัวถ่วง (drag) “ผลิตภาพ” ขององค์กรในปัจจุบันอย่างไม่ต้องสงสัย
Distraction สำหรับหน่วยราชการอีกชนิดหนึ่งก็คือการขายสินค้าโดยมีตลาดนัดขายในสถานที่ราชการหรือติดรั้วหน่วยราชการ การที่ใจจดจ่ออยู่กับการซื้อของมากกว่าทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ ย่อมลด “ผลิตภาพ” อย่างแน่นอน ใครที่ผ่านรั้วกระทรวงศึกษาธิการในทิศทางที่ไปสี่เสาเทเวศร์ จะเห็นตลาดนัดที่ขายสารพัดสินค้าโดยเฉพาะอาหารทุกวัน (ทำงาน) ตั้งแต่เช้าตรู่ยันเย็นและเป็นอย่างนี้มาชั่วนาตาปี
ข้าราชการและลูกจ้างจำนวนมากจะซื้อของกันอย่างสนุกสนานแม้แต่ในเวลาราชการหากไม่มีการกำชับเรื่องเวลาทำงาน และที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะซึ่งมีหน่วยราชการอยู่จำนวนมากไม่ว่ากรมที่ดิน สถาบันพระปกเกล้า สำนักงานสถิติแห่งชาติ ภายในเป็นที่โล่งใหญ่โตขนาด 2-3 สนามฟุตบอลส์ ปัจจุบันสถานที่ว่างเหล่านี้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นตลาดนัดขนาดใหญ่ขายอาหาร ขายเครื่องไฟฟ้า ขายรถยนต์ เกือบทุกวันอย่างน่าตื่นเต้น
พนักงานของรัฐและผู้มาติดต่อก็ซื้อกันอย่างมันส์ในอารมณ์ จนดูเหมือนเป็นตลาดนัดมากกว่าสถานที่ราชการ distraction ก็น่าจะเกิดขึ้นที่นี่อย่างแรงเช่นเดียวกับที่ข้างกระทรวงศึกษาธิการ
ปัจจุบันเกือบทุกหน่วยราชการไม่เว้นแม้มหาวิทยาลัยของรัฐจะจัดให้มีตลาดนัดเช่นนี้ ทุกอาทิตย์หรือทุกปลายเดือนโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วย “ลดค่าครองชีพ” (อาจมีราคาถูกแต่เมื่อมันยวนใจเพราะจ่ออยู่หน้าประตูห้องทำงานก็ซื้อจำนวนมากขึ้น แล้วมันจะประหยัดได้อย่างไร) ยังไม่มีการศึกษากันว่าตลาดนัดเช่นนี้ก่อให้เกิด distraction จนทำให้ “ผลิตภาพ” ของข้าราชการลดลงมากน้อยเพียงใด เช่นเดียวกับผลเสียอันเกิดจากการเล่นสมาร์ทโฟน
Distraction ในลักษณะอื่นก็ก่อให้เกิดความหวาดเสียวและอันตราย เช่นการพูดโทรศัพท์มือถือขณะขับรถ การส่งข้อความ (texting) ระหว่างขับรถ และล่าสุดก็คือการมีจอ DVD อยู่ในรถชนิดที่ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นได้ ในหลายประเทศห้ามเด็ดขาดเพราะตระหนักดีว่าอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุเพราะผู้ขับขี่อาจเหลือบมองดูจนเพลิน (สมัยหนึ่งแท็กซี่ในญี่ปุ่นหลีกเลี่ยงโดยผู้ขับเห็นภาพจากกระจกซึ่งสะท้อนภาพจากทีวีที่ตั้งให้ผู้โดยสารที่นั่งข้างหลังดู)
นับวัน Distraction จะมีหลากหลายรูปแบบมากขึ้น โดยมากับเทคโนโลยีสารสนเทศ จนทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างด้อยประสิทธิภาพ ขณะที่เราใช้อินเทอร์เน็ตอยู่นั้น เราเห็นการโฆษณาชนิด pop up หรือปรากฏขึ้นซ้อนบนจอบ่อยมากขึ้น และซับซ้อนเชิงบังคับ (ถ้าไม่รู้จักวิธีกดไล่มันๆ ก็จะค้างอยู่ และหากกดรับเพราะรำคาญก็จะเข้าล็อกเขาทันที) ลองจินตนาการว่าขณะที่เยาวชนกำลังศึกษาบทเรียนอยู่บนจออย่างขะมักเขม้นก็ปรากฏ pop up โฆษณาสิ่งที่เยาวชนคนนั้นสนใจ ความเป็นไปได้ที่จะหันเหเลิกศึกษาบทเรียนก็มีสูงจนเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ ยิ่งเทคโนโลยีดึงดูดความสนใจได้แนบเนียนมากเท่าใด โอกาสจากการสูญเสียก็มีมากเป็นเงาตามตัว
การเอาชนะ Distraction ที่ก้าวหน้าและสอดรับกับจิตวิทยาเป็นเรื่องที่ยากมากขึ้นทุกที เฉพาะคนที่มีความมุ่งมั่นบากบั่น และมีสมาธิเป็นเลิศเท่านั้นที่พอจะต้าน Distraction ดังกล่าวนี้ได้
ถ้าปรากฏ Distraction ที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในสังคมเราไม่ถูกสกัดกั้นบ้างแล้ว การเพิ่มพูน “ผลิตภาพ” ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกสังคมปรารถนาก็ยากที่จะเกิดขึ้นได้






