ท่านผู้อ่านลองตอบคำถามง่ายๆ เหล่านี้ดูนะครับว่า นอกจากตอนนอนหลับแล้วท่านผู้อ่านเคยห่างจากโทรศัพท์มือถือ
ของท่านนานที่สุดเท่าไร? และเมื่อท่านห่างจากโทรศัพท์มือถือของท่านเป็นเวลานานๆ แล้ว ท่านมีความรู้สึกใดบ้าง? รู้สึกผิดปกติ รู้สึกกังวลรู้สึกกระวนกระวาย รู้สึกหดหู่ นอกจากนี้เมื่อถ่านของโทรศัพท์มือถือท่านหมด ท่านจะมีความรู้สึกเฉยๆ อยู่ได้ไหม? หรือรู้สึกเสมือนโลกใกล้ถล่ม? สุดท้ายคือเมื่อท่านได้หยิบได้จับได้เล่นโทรศัพท์มือถือของท่าน ท่านจะรู้สึกผ่อนคลายและมีความสุขขึ้นไหมครับ?
ถ้าท่านผู้อ่านมีความรู้สึกต่างๆ ดังข้อความข้างต้นหรือเริ่มมีอาการข้างต้น ก็ขอให้ตระหนักด้วยนะครับว่าท่านกำลังมีอาการติดโทรศัพท์มือถือเหมือนกับคนติดยาเสพติดเลยครับ
อาการเสพติดโทรศัพท์มือถือกำลังเป็นประเด็นที่กำลังเป็นที่กล่าวขวัญกันทั่วโลกครับ ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้นจนถึงขั้นมีการตั้งชื่อของอาการน้ีขึ้นมาโดยเฉพาะเลยว่าเป็น Nomophobia ซึ่งย่อมาจาก no mobile phone phobia ซึ่งเป็นอาการกระวนกระวายที่เกิดขึ้นเนื่องจากไม่สามารถใช้งานโทรศัพท์มือถือได้ และที่น่าสนใจคืออาการ Nomophobia กำลังเริ่มลุกลามไปสู่กลุ่มคนยุคใหม่และเด็กๆ มากขึ้น
ที่ประเทศเกาหลีใต้มีการสำรวจในกลุ่มเด็ก และพบว่าร้อยละ 72 ของกลุ่มตัวอย่างมีโทรศัพท์มือถือ (ประเภท smartphone) ใช้ตั้งแต่อายุ 11-12 ขวบและเด็กเหล่านี้ใช้เวลาโดยเฉลี่ย 5.4 ชั่วโมงต่อวันกับเจ้าอุปกรณ์นี้ นอกจากนี้จากการสำรวจในสหรัฐอเมริกาประมาณ 3 ใน 4 ของวัยรุ่นชาวอเมริกาจะมีโทรศัพท์มือถืออยู่ข้างๆ ตัวหรือข้างๆ เตียงเวลานอนหลับโทรศัพท์เหล่านี้ไม่เคยปิด ดังนั้นจึงมีคนจำนวนมากที่ลุกขึ้นมากลางดึกเมื่อตอบข้อความหรืออ่าน facebook ซึ่งก็ส่งผลต่อการนอนหลับและการทำงานของสมองเราในวันรุ่งขึ้น
เชื่อว่าถ้ามีการสำรวจในประเทศไทยก็คงไม่แพ้กันนะครับ ทั้งเรื่องของการที่เด็กเริ่มมีโทรศัพท์มือถือใช้ตั้งแต่อายุยังน้อย และการที่คนรุ่นใหม่ติดมือถือกันมากขึ้น เชื่อว่าหลายๆ คนจะมองว่าโทรศัพท์มือถือได้กลายเป็นอวัยวะชิ้นใหม่ของร่างกายเราแล้ว เนื่องจากเป็นสิ่งที่อยู่ติดตัวเราทั้งวันตลอดเวลาที่เราตื่นและเมื่อนอนก็อยู่ใกล้ๆ เราอีกรวมทั้งมีคนจำนวนมากที่นอนหลับไปทั้งๆ ที่มือยังถือหรือกำโทรศัพท์มือถืออยู่เลย
ปัญหาของการเสพติดมือถือมากไปนั้น ก็มีหลายประการด้วยกันครับ ที่สำคัญคือการไม่สนใจต่อสิ่งต่างๆ รอบตัวเราโดยเฉพาะอย่างยิ่งการสื่อสารด้วยการสนทนาที่เริ่มที่จะจางหายไปมากขึ้น ทำให้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลโดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลจางหายไปมากขึ้น ฉากที่ชินตาตามร้านอาหารทั่วๆ ไป คือเมื่อครอบครัวหนึ่งหรือเพื่อนกลุ่มหนึ่งมานั่งพร้อมหน้าทุกคน ก็พร้อมใจกันหยิบโทรศัพท์มือถือกันขึ้นมาแล้วก็ต่างก้มหน้าก้มตาทำธุระบนมือถือของตนเอง โดยไม่ค่อยได้ให้ความสนใจต่อบุคคลที่อยู่ตรงหน้าเราแต่อย่างใด
เราอาจจะแก้ตัวว่าจริงๆ เราเชื่อมต่ออยู่ตลอดเวลาผ่านทางโลกออนไลน์บนมือถือ แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงๆ คือเราอยู่ตัวคนเดียวมากขึ้นในขณะเดียวกันการสื่อสารการเข้าสังคมการมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างจริงจังกับคนรอบๆ ข้างก็จะน้อยลงหลายครั้ง เราส่งไลน์คุยกับเพื่อนแล้วเราคิดว่าเราได้คุยแต่การคุยผ่านทางสังคมออนไลน์กับคุยแบบจริงจังด้วยเสียงด้วยอารมณ์ด้วยความรู้สึกนั้นแตกต่างกันนะครับ
ทั่วโลกเริ่มมีความสนใจและตื่นตัวที่จะแก้ไขปัญหาของการเสพติดโทรศัพท์มือถือกันบ้างแล้ว ท่านผู้อ่านอาจจะเคยเห็น applications ต่างๆ ที่ออกมาเพื่อทำให้คนเสพติดมือถือน้อยลงซึ่งapps ต่างๆ เหล่านี้ก็มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไปบาง app จะปิดกั้น app อื่นๆ ที่เราติดเป็นประจำ (เช่น Line หรือ Facebook) เป็นช่วงเวลาไว้เช่น 45 นาที ซึ่งในช่วง 45 นาทีดังกล่าวเราก็จะไม่ได้รับ notification จาก app เหล่านี้และเราก็ไม่สามารถเข้าไปดูได้เช่นเดียวกันหรือรัฐบาลเกาหลีก็ออก app มาที่จะคอยติดตามและตรวจสอบการใช้งานโทรศัพท์มือถือของวัยรุ่น หรือที่ประเทศจีนก็มีคลีนิกรักษาโรคเสพติดมือถือและสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ
อย่างไรก็ดีวิธีที่น่าจะง่ายที่สุด (แต่ขึ้นอยู่กับวินัยในตัวเองด้วย) ก็คือการพยายามที่จะอยู่ห่างจากโทรศัพท์มือถือของท่านเป็นช่วงระยะเวลา เช่นอาจจะเริ่มจาก 15 นาที แล้วสามารถพักมาเปิดดูได้ 2 นาที จากนั้นกลับไปทำงานโดยอยู่ห่างจากมือถืออีก 20 นาทีเป็นต้นครับ ซึ่งดูๆ แล้วก็เหมือนกับการรักษาผู้ติดยาเสพติดเลยนะครับ แต่ก็อย่าลืมนะครับว่า สำหรับหลายๆ ท่านแล้ว การมีอยู่การเข้าถึงโทรศัพท์มือถือก็ส่งผลต่ออารมณ์ของเราเหมือนกับสารเสพติดเลยนะครับ


