The Economist Corporate Network (ECN) ได้ทำการสุ่มสำรวจความคิดเห็นของนักธุรกิจและผู้บริหารองค์กรธุรกิจ
ในภูมิภาคเอเชียเมื่อเดือนธันวาคม 2015 เกี่ยวกับสภาวะธุรกิจในปีที่ผ่านมาและสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับธุรกิจในเอเชียในปี 2016 นี้ (ซึ่งประมาณกว่าหนึ่งในสามของกลุ่มตัวอย่างเหล่านี้ก็คือผู้บริหารองค์กรธุรกิจที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียด้วย ส่วนอีกสองในสามจะเป็นผู้บริหารองค์กรธุรกิจที่มีสำนักงานใหญ่นอกภูมิภาคเอเชีย แต่มีสาขาอยู่ในเอเชียด้วย) แล้วนำมาประมวลเป็นผลสรุปความคิดเห็นของนักธุรกิจเหล่านี้เกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจของเอเชียในปี 2016 ผ่านรายงานที่มีชื่อว่า Asia Business Outlook Survey ซึ่งได้เผยแพร่ออกมาในช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา
เมื่อถามความคิดเห็นของนักธุรกิจเหล่านี้เกี่ยวกับความคาดหวังทางด้านรายรับขององค์กรในปี 2016ว่าจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง ปรากฏว่า ในปี 2015 มีนักธุรกิจกว่า 29% ที่คาดว่ารายรับในปี 2016 นี้จะต่ำกว่าปี 2015 เมื่อเทียบกับสัดส่วน 11% ของผู้ที่ตอบว่ารายรับในปี 2015 จะลดต่ำกว่ารายรับในปี 2014 หรือก็คือค่าสัดส่วนของคนที่มองว่าธุรกิจในปีนี้แย่กว่าปีที่แล้วมีมากขึ้นเกือบ 3 เท่าตัว แต่ทว่าตัวเลข 29% นี้ก็ยังไม่ใช่นักธุรกิจส่วนใหญ่อยู่ดี เพราะยังมีอีกกว่า 37% ที่มองว่ารายรับของธุรกิจในปี 2016 จะมีเพิ่มมากขึ้นกว่าปีที่แล้วดังนั้น สำหรับภูมิภาคเอเชียนี้ ถ้าเราเชื่อความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างนักธุรกิจส่วนใหญ่ในภูมิภาคเอเชียนนี้ว่าน่าจะถูกต้องแล้ว นี่ก็จะเป็นสัญญาณหนึ่งที่ชี้ว่า สภาวะทางธุรกิจของเอเชียในปี 2016 นี้ยังน่าจะไปได้ต่อ ไม่ถึงกับต้องจอดนิ่งกับที่
ประเด็นสำคัญที่เราจะต้องสาวต่อไปก็คือว่า นักธุรกิจส่วนใหญ่มีความเห็นอย่างไรต่อปัจจัยแต่ละประเภทที่จะยกมาให้ประเมินว่าจะเป็นบวกหรือลบต่อความสามารถในการทำกำไรในปี 2016 ในภูมิภาคเอเชีย (ตัวอย่างเช่น การเข้าถึงเทคโนโลยี การขยายตัวทางเศรษฐกิจมหภาค ต้นทุนแรงงาน และความผันผวนของค่าเงิน เป็นต้น) ปรากฏว่ามีข้อสังเกตุที่น่าสนใจดังนี้คือ
ประเด็นแรก ในเรื่องการเข้าถึงเทคโนโลยีนั้น มีกลุ่มตัวอย่างนักธุรกิจส่วนใหญ่ที่เห็นว่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อการทำกำไรทางธุรกิจสำหรับธุรกิจในจีน อินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ อย่างชัดเจน แต่เมื่อกลุ่มตัวอย่างเดียวกันนี้ ถูกถามว่า ในเรื่องของจำนวน R&D ทั้งหมดที่องค์กรของท่านได้เสาะหามาได้จากทั่วโลกนั้น มีสักกี่เปอร์เซนต์ที่เป็น R&D ที่มาจากภูมิภาคเอเชีย ปรากฎว่ากลุ่มตัวอย่างนักธุรกิจส่วนใหญ่คือ 51.2% ที่ตอบว่าสัดส่วนของ R&D ที่มาจาก เอเชียมีเพียง 6-10% ของ R&D ทั้งโลก เท่านั้น และมีตัวอย่างนักธุรกิจเพียง 6.5% เท่านั้นที่ตอบว่ามีสัดส่วนของ R&D ที่มาจากเอเชียที่มีค่าเกินกว่า 50% ของ R&D ทั้งโลก ซึ่งแปลเป็นอื่นไปไมได้ว่า สาขาการผลิตที่ผลักดันการขยายตัวของภาคธุรกิจในภูมิภาคเอเชียนั้น ก็ยังไม่ใช่สาขาเศรษฐกิจที่ใช้ความรู้อย่างเข้มข้นแน่นอนเมื่อเปรียบเทียบกับภูมิภาคอื่น ถ้าอย่างนั้นแล้ว คำถามที่ตามมาก็คือว่า สาขาเศรษฐกิจไหนเป็นตัวผลักดันการขยายตัวของยอดขายของธุรกิจในเอเชีย
คำตอบจากความเห็นของ กลุ่มตัวอย่างนักธุรกิจนี้เกี่ยวกับสาขาธุรกิจที่จะทำยอดขายให้เพิ่มขึ้นได้มากกว่า 20% ขึ้นไปสำหรับภูมิภาคเอเชียในปี 2016 นี้ ก็คือ สาขาบริการทางการเงิน (กลุ่มตัวอย่างนักธุรกิจที่เห็นด้วยมี 22.2%) สาขาเทคโนโลยีโทรคมนาคมและซอฟต์แวร์ (กลุ่มตัวอย่างนักธุรกิจที่เห็นด้วยมี 20.2%) ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ (14.7%) ขนส่งและโลจิสติก (11.1%) และ สินค้าอุปโภคและค้าปลีก (10.1%) ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนข้อเท็จจริงที่ว่า ต่างก็เป็นธุรกิจที่ได้ประโยชน์ทางอ้อมจากนโยบายการเงินแบบผ่อนปรน (QE) ของประเทศที่พัฒนาแล้ว (เช่น สาขาการเงิน) และ บ้างก็เป็นธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ (เช่น ขนส่งและโลจิสติก) และ บ้างก็เป็นธุรกิจที่จะประโยชน์จากการใช้จ่ายของครัวเรือนที่มีผลต่อการขยายตัวของสินเชื่อภาคครัวเรือน (เช่น โทรคมนาคมและซอฟต์แวร์ และ สินค้าอุปโภคและค้าปลีก) นั่นเอง
ประเด็นที่สอง ปัจจัยที่กลุ่มตัวอย่างนักธุรกิจในประเทศ อินเดีย และ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มากกว่า 75% เห็นว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจมหภาค จะมีผลเป็นบวก (มากกว่าที่จะเป็นลบ) ต่อการเติบโตของยอดขายของธุรกิจในปี 2016 ซึ่งทั้งสองภูมิภาคย่อยนี้ถูกมองว่าจะเป็นตัวขับเคลื่อนการขยายตัวของเศรษฐกิจเอเชียชดเชยกับ จีนและญี่ปุ่น ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนสูง
ประเด็นที่สาม กลุ่มตัวอย่างนักธุรกิจที่สะท้อนเกี่ยวกับปัจจัยลบ (มากกว่าที่จะเป็นบวก) ในกรณีของประเทศต่าง ๆ มีดังนี้ ในกรณีของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีกลุ่มตัวอย่างนักธุรกิจกว่า 48.4% ที่เห็นว่า ความผันผวนของค่าเงินจะเป็นปัจจัยลบ (มากกว่าที่จะเป็นบวก) ต่อผลกำไรของภาคธุรกิจ ในขณะที่กรณีของจีนนั้น มีกลุ่มตัวอย่างนักธุรกิจกว่า 61.5% และ 59.1% ตามลำดับที่เห็นว่า ต้นทุนแรงงาน และระดับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น จะเป็นปัจจัยลบ (มากกว่าที่จะเป็นบวก) ต่อผลกำไรของภาคธุรกิจ
ข้อสรุปที่ได้จากความคิดเห็นทั้งหมดที่นำเสนอโดยย่อนี้ ก็สอดคล้องกับการวิเคราะห์ของหลายๆ สำนักที่ผ่านมาเกี่ยวกับปัญหาและโอกาสของเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียที่ยังน่าจะไปได้ต่อในปี 2016 นี้ แม้จะเป็นการไปต่อท่ามกลางปัญหาต่างๆ ทั้งในกรณีของจีน และญี่ปุ่นในเรื่องการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ และปัญหาความผันผวนของค่าเงินที่กระทบต่อกลุ่มประเทศที่มีขนาดเล็กกว่าคือกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ยังมีศักยภาพจะขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจไปได้ เช่นเดียวกับในกรณีของอินเดีย
แต่โจทย์ข้อใหญ่ของเอเชียก็คือว่า การที่เศรษฐกิจยังไปได้ต่อนี้นั้นจะมีความยั่งยืนได้มากน้อยแค่ไหน หรือเป็นเพียแค่ประเดี๋ยวประด๋าว เพราะดูเหมือนว่า เศรษฐกิจที่ผ่านมายังขยายตัวได้เพราะการเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินของโลก มากกว่าที่จะเป็นการขยายตัวที่มาจากความรู้ความสามารถทางด้านเทคโนโลยีของภูมิภาคเอเชียเอง






